นางาซากิและระเบิดอะตอม: ไกลกับใกล้เพียงแค่ความรู้สึก

Hypocenter of Atomic Bomb in Nagasaki, Taken on 17 Aug 14 by PHz

Hypocenter of Atomic Bomb in Nagasaki, Taken on 17 Aug 14 by PHz


ฮิโรชิม่ากับนางาซากิ เป็นชื่อเมืองที่เข้ามาในระบบการรับรู้ของผมครั้งแรก ตอน ป.3 โดยครูประจำชั้นที่รับหน้าที่สอนวิชาหลักคือคณิตศาสตร์ สปช ภาษาไทยในคนเดียว ตอนนั้นครูกล่าวแต่เพียงสั้น ๆ ว่าสองเมืองนี้ถูกทิ้งระเบิดนิวเคลียร์มีคนตายจำนวนมากจึงแพ้สงคราม ด้วยความที่ยังเด็กและรู้สึกว่ามันทั้งนานและไกล (ระยะเวลา 50 ปีของเด็กอายุ 9 ขวบที่ไม่เคยออกเดินทางไปไหนไกลกว่า 2 จังหวัด) ทำให้ผมรู้สึกว่ามันไม่สำคัญหรือใกล้เคียงอะไรกับเรา เพียงแค่เรื่องเล่าเก่า ๆ ของคนรุ่นคุณทวดเท่านั้น จนกระทั่งวันหนึ่งได้มีโอกาสมายืนในจุดศูนย์กลางที่ระเบิดอะตอมนี้ลง และเมื่อคิดได้ว่าเหตุการณ์นี้ ยังมีผู้รอดชีวิตถึงปัจจุบัน มันยังไม่ผ่านชั่วอายุคนไปด้วยซ้ำ จึงค้นพบว่ามัน… ใกล้ตัวเราแค่นี้เอง…

ในช่วงสายของวันที่ 9 สิงหาคม 1985 เพียง 3 วันหลังจากเมืองฮิโรชิม่าถูกทิ้งระเบิด มีเครื่องบินวนเวียนอยู่เหนือเขตเมืองนางาซากิอยู่ 3-4 รอบแล้ว เขตเมืองไม่ใช่เป้าหมายแรก แต่ในขณะที่เป้าหมายอื่นมีเมฆหมอกปกคลุมทั่วไปหมด ฟ้าเจ้ากรรมดันเปิด ณ จุดนั้นพอดี เมื่อนักบินได้รับสัญญาณจึงตัดสินใจหย่อนระเบิดทันที ระเบิดลูกอ้วน ๆ ที่ชื่อ Fat Man ที่แกนกลางภายในเป็นธาตุพลูโตเนี่ยม ได้ระเบิดตัวกลางอากาศเหนือพื้นดินประมาณ 500 เมตร ณ จุดที่ผมยืนอยู่ในวันนี้ ชั่วพริบตาเกิดแสงและรังสีความร้อนมหาศาล ปฎิกริยาฟิซชั่นก่อให้เกิดการแตกตัวออกต่อ ๆ กันของธาตุพลูโตเนี่ยม ได้ปล่อยพลังงานมหาศาลระดับที่ผู้คนต่างเมืองนึกว่ามีพระอาทิตย์ดวงที่สอง เซนเซอร์วัดกัมมันตภาพที่เครื่องบินลำนั้นหย่อนตามลูกระเบิดส่งสัญญาณวิทยุกลับไปศูนย์บัญชาการว่าระเบิดทำงานเป็นผลสำเร็จ

ชั่วพริบตาหลังจากการระเบิด ผู้คนที่อาศัยในรัศมี 1 กิโลเมตรจากศูนย์กลางระเบิด (Hypocenter) ถูกรังสีความร้อนที่ร้อนระดับ 1800 องศาเซลเซียส (มีการวัดทีหลังโดยนำกระเบื้องและเซรามิกมาวิเคราะห์) ความร้อนขนาดนี้ เผาเนื้อคนเป็นเถ้าถ่าน ของเหลวในร่างกายระเหยกลายเป็นไอชั่วพริบตา พลังงานแสงที่เกิดขึ้นภายในเวลาเสี้ยววินาทีต่อมา แผดเผาอาคารในรัศมี 3 กิโลเมตร จนเห็นเงาบันไดที่พาดอยู่กับอาคารนั้น ใครตากผ้าไว้ในรัศมีไกลออกไปยังปรากฎเป็นเงาที่พาดตึกเป็นหลักฐานถึงความเข้มของพลังงานแสงที่ปล่อยจากการระเบิด ผู้คนที่อยู่ระแวก 2-3 กิโลเมตรจากศูนย์กลาง ถ้าอยู่กลางแจ้งก็ถูกแผดเผาไปไม่แพ้กัน ที่อยู่ในอาคารก็ไม่เว้น ถ้าใครโชคดีหน่อย มีกำแพงที่แข็งแรงกั้นแนวไฟ ก็อาจรอดได้ แต่ความแรงของลมพายุอันเกิดจากแรงระเบิดสามารถผลักคนเหล่านั้นให้กระเด็นไปถึง 14 เมตร ที่โรงงานแห่งหนึ่งในรัศมี 3 กิโลเมตร มีอัตราการรอดชีวิตเพียง 2 จาก 34 คน

ผู้คนในกิโลเมตรที่ 4 ที่ได้ยินเสียงระเบิดและโชคดีที่ไม่ถูกระเบิดแผดเผา จะสังเกตเห็นฝนสีดำ ตกลงมาตามหลังแสง เสียง ความร้อน และลมพายุ ฟ้ามืดเหมือนเป็นตอนกลางคืน บ้างก็อุทานออกมาว่า “นี่เป็นวันสิ้นโลกแล้วหรือไร!?”

Before and After the Bomb in Nagasaki. Image via Wikimedia

Before and After the Bomb in Nagasaki. Image via Wikimedia

ในตอนนั้น ไม่มีใครคาดคิดหรือเตรียมตัวว่าจะมีอะไรแบบนี้ ไม่มีใครรู้เรื่องฮิโรชิม่าว่าเสียหายหนักขนาดไหน ก่อนนั้นเครื่องบินรบอเมริกันโปรยใบปลิวมาแจ้งเตือนว่าให้อพยพหนีจากเขตเมืองและอย่าต่อต้าน แต่ไม่มีใครทำอะไรได้ ตอนนั้นยังไม่มีใครเชื่อว่าระเบิดลูกเดียวจะมีอานุภาพทำลายล้างสูงขนาดนี้

ค่ำคืนวันนั้น ผู้ได้รับบาดเจ็บจะถูกลำเลียงไปทำการปฐมพยาบาลในโรงเรียนประถมใกล้ ๆ ที่อาคารแม้จะโดนแรงระเบิดแต่ยังยืนหยัดอยู่ เป็นอาคารเดียวที่เหลืออยู่ในระแวกนั้นที่ล้วนแล้วแต่โล่งเตียนจากการทำลายของระเบิด เมื่อไม่ใช่โรงพยาบาล ไม่มีเครื่องมือเพียงพอ ก็ช่วยอะไรไม่ได้มาก คนก็ทยอยล้มตาย เสียงร้องโอดโอยตลอดทั้งคืน ควบคู่กับไฟที่ยังไม่มอดดับจนกระทั่งเช้าของอีกวัน บางที การอยู่ในรัศมี 1 กิโลที่ร่างกายถูกเผาในเสี้ยววินาที อาจโชคดีกว่าคนที่ถูกเผาบางส่วน และต้องทนทุกข์ทรมานอีกเป็นวัน ซึ่งสุดท้ายก็ตายอยู่ดีเสียอีก

ไม่กี่วันต่อมา จักรพรรดิฮิโรฮิโตะประกาศยอมแพ้สงคราม โดยมีการติดเงื่อนไขไว้กับรัฐบาลอเมริกันผู้จะเข้าไปปลดอาวุธว่า จะไม่มีการเอาความผิดกับจักรพรรดิ ผู้คนที่บาดเจ็บจากลูกระเบิดค่อย ๆ ล้มตายต่อในช่วง 10 วันแรก และในสิ้นปีเดียวกัน มีผู้เสียชีวิตรวมกันประมาณ 70,000 คน (บ้างก็ว่าอาจถึง 80,000) และมีผู้ได้รับบาดเจ็บอีกประมาณ 70,000 จากประชาชนที่ประมาณกันว่ามีอยู่ราว 240,000 คน ไม่นับคนที่ได้รับผลกระทบจากกัมมันตรังสี ซึ่งมีผลต่อพืช สัตว์ เด็กในครรภ์มารดา และผู้คนจำนวนมากไร้ที่อยู่อาศัย กินเวลาอีกหลายสิบปีต่อมา

ระเบิดอะตอม 2 เมือง ใน 3 วัน นี่เป็นการทดลองระเบิดอะตอมครั้งใหญ่ที่ใช้มนุษย์เป็นเครื่องทดลอง หลายท่านอาจจะอยากเถียงโดยใช้ข้อเท็จจริงจากในหนังสือเรียนที่อเมริกามาช่วยเขียนว่า ถ้าไม่ทิ้งระเบิด ก็ไม่ยอมแพ้และทหารอเมริกันก็อาจเสียชีวิตอีกมาก

ผมอยากให้พิจารณาข้อเท็จจริงเหล่านี้ครับ อันที่เป็นหมัดตรงที่สุด ในวันที่ทิ้งระเบิด เครื่องบินวนเหนือน่านฟ้า 4 รอบ โดยไม่มีการต่อต้าน? ครับ ไม่มีทั้งปืนต้านอากาศยานและเครื่องบินรบของฝั่งญี่ปุ่นไปต่อต้าน เพราะไม่มีอะไรจะสู้แล้ว

ที่บอกว่าญี่ปุ่นจะสู้ในแผ่นดินจนคนสุดท้าย ก็เป็นเพียงวาทกรรม การที่เครื่องบินศัตรูบินวนอยู่หลายรอบโดยไม่มีอะไรไปสู้คือสิ่งที่บอกชัดในตัวเองแล้ว

รายงานที่มีการสำรวจย้อนหลัง ที่พูดคุยกับนายทหารระดับสูงในกองทัพญี่ปุ่น ก็สรุปว่าญี่ปุ่นกำลังจะเตรียมการยอมแพ้ในวันสิ้นปีของปีนั้น หรืออาจะมีโอกาสยอมแพ้ก่อนวันที่ 1 พฤศจิกายนด้วยซ้ำ ซึ่งก็ตรงกับจอมพลระดับ 5 ดาว (ต่อมาเป็นประธานาธิบดีสหรัฐ) ไอน์เซนฮาวที่เชื่อว่าญี่ปุ่นกำลังเตรียมการยอมแพ้ให้เสียหน้าน้อยที่สุด ต้องไม่ลืมว่าญี่ปุ่นครอบครองเกาหลี-จีนบางส่วน และภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เกือบทั้งหมด ทหารญีปุ่นกระจายออกทั่ว การยอมแพ้จึงต้องมีแบบแผนเช่นกันเหมือนตอนที่ทำการบุก

และทำไมจึงต้องทิ้งระเบิด?

สหรัฐมีการตกลงกับอังกฤษล่วงหน้าก่อนเป็นปี ว่าจะใช้ระเบิดอะตอมกับญี่ปุ่น โครงการแมนฮัตตันที่ตั้งมาเพื่อผลิตระเบิดอะตอมใช้เงินไปมหาศาล ตอนแรกตั้งใจจะใช้กับเยอรมัน แต่กองทัพพันธมิตรและรัสเซียเข้าไปปลดอาวุธได้ก่อน เยอรมันจึงรอดพ้นหวุดหวิด

คณะกรรมการที่แต่งตั้งขึ้นมาเกี่ยวกับแผนการใช้ระเบิดอะตอม มีการลิสต์รายชื่อเมืองต่าง ๆ ที่จะบอมบ์ เกียวโตเป็นหนึ่งในนั้น แต่ภายหลังถูกถอดออกด้วยเหตุผลที่เราเข้าใจได้

เมื่อมีการลงทุนเงินมหาศาล มีการวางแผนจะใช้งาน มันจึงต้องถูกใช้ครับ อันนี้เป็นเหตุผลทางการเมือง ส่วนเหตุผลทางการทดลอง คงจะคล้าย ๆ กับการที่นาซีทำการทดลองต่าง ๆ อย่างอำมหิตในค่ายกักกันชาวยิว และญี่ปุ่นก็มีการทดลองกับชาวจีน ในขณะที่มะกันก็ไม่ได้เป็นพระเอกอย่างในหนัง พวกเขาทดลองอาวุธทำลายล้างมวลชนทีเป็นแสนคนในการบอมบ์เพียงสองครั้ง

โดยครั้งแรกที่ฮิโรชิม่าใช้ธาตุยูเรเนี่ยม ส่วนนางาซากิใช้พลูโตเนี่ยม

ผมชอบศึกษาประวัติศาสตร์สงครามแต่ไม่เคยสนับสนุนสงคราม

ผมซึมซับความเจ็บปวดที่มนุษย์กระทำต่อกันโดยมุ่งหวังว่ามันจะไม่เกิดขึ้นกับใครอีก

ที่สุดแล้ว ผมมีจุดยืนว่าคนเราควรเท่ากัน เพราะที่ฆ่ากันมากมายขนาดนั้น มาจากการเห็นคนไม่เท่ากันของคนไม่กี่คน เท่านั้นเอง

หมายเหตุ: ขัอมูลที่นำมาเขียนมาจากการอ่าน ฟังบทสัมภาษณ์และซึมซับจาก Atomic Bomb Museum Nagasaki

และเพื่อเป็นการให้เกียรติกับเหยื่อระเบิดวันนั้น จึงไม่ลงภาพเอาไว้ สามารถหาดูได้จากพิพิธภัณฑ์หรือ Google

Memorial Hall for Atomic Bomb Victims, Taken by PHz on 17 Aug 14

Memorial Hall for Atomic Bomb Victims, Taken by PHz on 17 Aug 14

โปรดแสดงความคิดเห็น Leave a Reply