บันทึกการเดินทางเสิ่นเจิ้น-ฮ่องกง (Shenzhen-Hongkong Trip)

เดินทางเยอะ เพิ่งนึกได้ว่าหากลงบันทึกเอาไว้ อาจมีคนได้ประโยชน์จากมันอยู่บ้าง เพราะส่วนหนึ่งเราจ่ายภาษีความไม่รู้  (ภาษาชาวบ้านคือค่าโง่) ไปแล้ว

ขอบันทึกเป็น Outline และออกตัวว่าส่วนหนึ่งคือความรู้สึก อาจไม่ได้เกิดจากความรู้จริงๆ นะครับ

Shenzhen & Hongkong 2011

Flickr Album Gallery Powered By: Weblizar
ภาพรวม
ถ้าจะมาทั้งเสิ่นเจิ้นและฮ่องกงพร้อมกัน ค่าเครื่องบินไปกลับเสิ่นเจิ้นถูกกว่า แต่ต้องเสียค่า Visa แบบ Double Entries เพื่อจะเข้าเมืองจีนสองครั้งคือครั้งแรกและอีกครั้งหลังจากกลับจากฮ่องกง 
วีซ่าแบบ Double Entries มีมูลค่า 2000 บาท แบบ Single 1000 บาท ลองคำนวณร่วมกับค่าเครื่องบิน และ Life Style ดูนะครับ
การจราจร
เสิ่นเจิ้นมีรถใต้ดิน (Shezhen Metro) แต่ตอนที่ไปยังไม่เปิดใช้ช่วงสนามบินเข้าเมือง เลยเรียก Taxi เอา คันแรกเป็นคันหลอกนักท่องเที่ยวเรียก 250 หยวนจากสนามบินไป Louhu แหล่งช๊อปปิ้งและเป็นโรงแรมที่จอง คำนวณเสร็จพบว่าแพงมาก เลยเรียก Taxi ตรงจุดรับสนามบิน เบ็ดเสร็จ 155 หยวน ก็ยังถือว่าแพง แต่ก็เหมาะสมกับระยะทางและค่าทางด่วน
ข้อดีของการนั่ง Taxi ขาไปคือได้เห็นความอลังการของ Shenzhen และ Taxi พาไปโรงแรมถูกที่ เพราะที่ลงไว้ใน google map คลาดเคลื่อนไปถึง 800m แม้ว่าถนนเดียวกัน แต่การแบกของเดินไปมาตอน 5 ทุ่ม ในเมืองที่พึ่งเคยมาครั้งแรก คงไม่ใช่เรื่องน่ายินดีเท่าไร
รู้จัก Shenzhen แบบอนุบาลมาก พอมาจริงๆ ตกใจมาก เพราะตึกของเมืองมันเยอะจริงๆ ระยะทางจากสนามบินซึ่งอยู่ฝั่งตะวันตกถึงฝั่งตะวันออก มีแต่ตึกใหญ่ บางอันก็สวยสะดุดตา บางอันสีทองทั้งตึก
อ่านจาก Wiki ถึงพบว่าเป็นหนึ่งในเมืองที่โตเร็วที่สุดในโลก เริ่มต้นจากหมู่บ้านเล็กๆ ปลายทศวรรษที่ 70 เท่านั้น ซึ่งถือว่าเริ่มหลังจากสิงคโปร์เสียอีก
จุดประทับใจอันดับแรก ป้ายโฆษณาน้อยมาก เทียบกับทางด่วนบ้านเราไม่ได้เลย ทำให้เมืองดูสะอาดตามาก และแม้คนจีนจะมีขากถุยอยู่บ้าง แต่ก็ยังดูสะอาดพอๆ กับที่เห็นในสิงคโปร์ เกินคาดมาก
มีร่องรอยการดูแลคนเทียบเท่าสิงคโปร์ เช่นฟุตบาทใหญ่ มีเนินสำหรับรถเข็น มีสะพานลอยใหญ่ และซับเวย์สำหรับคนเดินใต้ดิน
จะสะพานลอยฟ้า หรือใต้ดิน ก็จะมีเนินขนานไปกับบันได ไม่ใช่ให้เด็กบอร์ดเล่น แต่เป็นที่สำหรับเข็นจักรยาน แต่ที่นี่ไม่มีจักรยานเยอะเหมือนปักกิ่งนะครับ
การสื่อสาร
ที่เสิ่นเจิ้น คนพูดอังกฤษแทบไม่ได้เลย แต่โรงแรมส่วนใหญ่ที่มี Front Deck พนักงานพูดได้ดีครับ ตอนจองดูภาพ Front Deck พิจารณาประกอบจะช่วยตัดสินได้มาก 
โดยภาพรวม แม้จะมีข้อมูลภาษาอังกฤษอยู่บ้าง ป้ายจราจร หรือบน Google Map แต่โดยรวมเสิ่นเจิ้นยังไม่จัดว่าเป็นเมือง Tourist Friendly ในความคิดผมเท่าไร
โรงแรมที่พักทั้งสองที่ใน Shenzhen จะมีเน็ตให้เล่นผ่าน Cable LAN แล้วเราก็ใช้วิธีแชร์ผ่าน WIFI จาก Laptop อีกที
แต่ถึงจะเล่นเน็ตได้ แต่เล่น Facebook / Twitter ไม่ได้ นั่นจะมีความหมายอันใดอีก
วิธีการทะลุทะลวงก็พอมีครับ ตั้งแต่ Proxy, VPN แต่ที่ผมใช้เล่นวันแรกๆ คือ Amazon Kindle
เข้าใจว่า Amazon Kindle ทำสัญญากับ Operator ต่างๆ ให้ Data วิ่งไปที่ VPN ของเขาอีกที ทำให้เราเล่น Facebook, Twitter ได้
กรณีใช้ iPhone ไม่มี Proxy, VPN ให้ใช้ Boxcar จะ push ข้อความมาให้ แล้ว Tweet-Reply ได้ เพียงแต่มันไม่ขึ้นมาทุกครั้ง
The Great Firewall of China ไม่ได้มีผลแค่ Facebook กับ Twitter แต่ยังมีผลกับ Google (บางส่วน) Yahoo หรือแม้แต่ Foursquare ที่ผมใช้ในการหาสถานที่กินเที่ยว ยังใช้ไม่ได้
แยกขาย Sim Card แบบ 2G เริ่มที่ 60 หยวน (x 4.6 เป็นไทยบาท) ส่วน 3G เริ่มต้นที่ 200 หยวน คำนวนแล้วพบว่าไม่คุ้มค่าการลงทุน 
Truemove คิดค่า Data Roaming แบบเหมาที่ 300 บาทต่อวัน เหตุผลทางเศรษฐกิจผมเลือกซื้อ Sim ใหม่ดีกว่า 
ส่วน Hong Kong เริ่มต้นที่ 69 ดอลลาร์ (x 3.9 หรือ 4 เป็นเงินบาทไทย) ใช้ได้แบบเหมาวันละ 29 ดอลลาร์ เป็น 3G ซึ่งแรงมาก แรงกว่าสิงคโปร์แบบน่าอายไปเลย
Hong Kong มี Public Wifi อยู่หลายจุด แต่หลังจากลองเล่นหนึ่งวันแล้ว คิดว่าการเสี่ยงทายแบบนี้เสียเวลาและความรู้สึกเลยซื้อ Sim ดีกว่า
การหาซื้อ microSim ทั้งเสิ่นเจิ้นและฮ่องกงสำหรับผม ไม่ใช่เรื่องง่ายนัก เพราะไม่ได้ทำการบ้าน แต่ถึงทำก็คิดว่าค่อนข้างยากสำหรับเมืองจีน แต่ Sim ทั่วไปหาซื้อง่ายมาก
ถึงเมืองจีนให้มองหาร้าน China Mobile (ผู้เขียนหาที่สนามบินไม่เจอแต่เจอที่สถานีรถไฟหล่อวู Lo Wu) พวกเขามีคนตัดซิมให้ และให้ตั้งอินเตอร์เน็ตได้ แต่เบื้องต้นคือค่า APN คือ “cmnet” ผมไม่แน่ใจว่าต้องตั้งอะไรอย่างอื่นอีกหรือเปล่า
ถึงฮ่องกงซื้อตามร้านมือถือ หรือร้าน “3” (Operator) บอกความต้องการได้เลย หากต้องการโทรไปต่างประเทศด้วย หรือใช้เน็ตอย่างเดียว พวกเขาตัดซิมให้ฟรีเช่นกัน 
อาหาร 
อยู่เมืองไทย หากชอบอาหารกวางตุ้งอยู่แล้ว ที่นี่คือสวรรค์เลย ตั้งแต่บะหมี่หมูแดงเกี๊ยวกุ้ง ไปจนถึงเสี่ยวหลงเปา ตระกูล Dumping, Wanton, ลูกชิ้นเสียบไม้ ที่นี่คือต้นตำหรับ ที่แปลกมากว่ากินที่ไทยก็ไม่อร่อยเท่า อาจเพราะวัตถุดิบหรือเปล่าก็ไม่ทราบได้ 
เท่าที่เห็น คนที่นี่ชอบกินลูกชิ้น หรือแป้งคล้ายๆ ก๊วยเตี๋ยวหลอดมาก โดยจะมีร้านแบบนี้ตามจุดต่างๆ แต่ละร้านคนไปนั่งกินเยอะ โดยเฉพาะสาวๆ ถ้าเทียบกับเมืองไทยคือความฮิตระดับเดียวกับส้มตำ 
ส่วนก๊่วยเตี๋ยว จะเป็นเส้นคล้ายอุด้งของญี่ปุ่น น้ำซุปเข้มข้น มีถั่วลิส่งแล้วใส่หมูหรือใส่อะไรตามใจชอบ อร่อยมาก แต่กินเส้นไม่เคยหมด
คนที่นี่ จริงใจกับอาหารมาก คือให้แบบจัดเต็ม ข้าวเยอะ กินอิ่มได้ในจานเดียว และอร่อยมากทุกจานทุกอย่าง
ข้อเสียที่พบคือคนที่นี่จับจานอาหารแบบเสี่ยงต่อนิ้วลงไปในซุปน้ำ พบมากที่ฮ่องกง และดูเหมือนภาชนะที่ฮ่องกงจะดูลวกๆ กว่าเสิ่นเจิ้นเสียอีก เช่นวางจาน ชาม ช้อนบนโต๊ะ และดูเหมือนพึ่งล้างเสร็จหมาดๆ ในเสิ่นเจิ้นดูจะสะอาดกว่า บางร้านถึงกับมีถุงพลาสติกหุ้มชุดภาชนะไว้ก่อนกินเลยทีเดียว
ค่าอาหารเสิ่นเจิ้นนั้นใกล้เคียงกับไทยมากครับคือประมาณ 0.8 ถึง 1.5 เท่าของราคาอาหารที่เมืองไทย แต่คุณภาพและความพอใจสูงกว่า 2 ถึง 3 เท่า ส่วนฮ่องกง 1.5 ถึง 3 เท่า คุณภาพสูงเช่นกัน ยกเว้นกระบวนการกินนะ – -“
ผักสดและสวยมาก (ใครบางคนกำลังคิดถึงกระบวนการเพาะปลูก – -“) ซึ่งไม่แน่ใจว่านี่อาจเป็นเหตุผลที่สาวๆ ที่นี่ผิวดีกันหรือเปล่า ส่วนผักของไทย ผมเองก็ไม่แน่ใจว่าเราปลูกไม่ได้ขนาดนี้ หรือเราส่งออกผักคุณภาพดีๆ ออกไปหมดแล้ว
ที่เสิ่นเจิ้นเบียร์นอกราคาใกล้เคียงเมืองไทย แต่เบียร์ท้องถิ่นถูกมาก ไม่ถึง 15 บาทก็หาซื้อได้ ส่วนที่ฮ่องกงเบียร์ก็ไม่แพงนัก แต่เน้นขายกระป๋องยาว 2 กระป๋องแค่ 13 ดอลลาร์ สำหรับอาซาฮี เอ้ นี่มันถูกกว่าเมืองไทยอีกนี่!! แต่น้ำดื่มฮ่องกงแพงจริงและโรงแรมไม่เคยแถมให้
โรงแรมและสิ่งปลูกสร้าง
โรงแรมที่เสิ่นเจิ้นมีคุณภาพต่อราคาสูงมาก น่าจะใกล้เคียงที่กรุงเทพหรือถูกกว่าแบบสูสี ขณะที่ฮ่องกงอย่างที่รู้กัน น่าจะแพงกว่า 2-3 เท่า และห้องส่วนใหญ่จะเล็กๆ อยากเทียบความเล็กกับโตเกียวมาก
ทั้งเสิ่นเจิ้นกับฮ่องกง มีตึกสวย ใหญ่ และน่าทึ่งพอกัน แต่ฮ่องกงอาจมากกว่าเพราะเป็นเมืองเก่าและได้เปรียบทางภูมิทัศน์ มีตึกบนภูเขาและริมอ่าว
ความที่ฮ่องกงยิ่งใหญ่มาก่อนที่เสิ่นเจิ้นจะสร้าง ตึกเลยดูเก่าเยอะมาก หลายตึก แต่ที่เหมือนกันคือหลายๆ ตึกแม้จะเก่า แต่ด้านล่างก็พัฒนาเป็นร้านค้าสวยๆ ส่วนด้านบนมีสภาพอยู่กันแออัดแบบชาวจีน
ความน่าทึ่งของเสิ่นเจิ้นคือการเติบโต ส่วนฮ่องกงคือการสร้างตึกสูงบนหุบเขา 
ช้อปปิ้ง
แหล่งช๊อปใหญ่อย่างในเขต Dongmen นั้น น่าจะเป็นพ่อของประตูน้ำ Platinum ได้เลย เพราะรูปแบบเหมือนมาก แต่กว้างกว่าและมีหลายตึก ร้านก็เยอะมาก!! 
เสิ่นเจิ้นมีช๊อปของ Brand หรูครบ ไม่แพ้ฮ่องกง และยังมี Department Store ระดับบนขึ้นมาอีก
ฮ่องกงคงไม่ต้องบรรยายอะไรมาก เมื่อทั้งเกาะและคาบสมุทรเกาลูนเต็มไปด้วยช๊อป ตั้งแต่ไฮแบรนด์ไปจนถึงของราคาถูกจากจีน
ผมยังไม่รู้แหล่งขายส่ง ของที่เสิ่นเจิ้นนั้นต้องเซียนมาก ต่อรองเก่ง และราคาอาจไม่ถูกกว่าแพลทตินั่มมากอย่างที่คิด คงต้องทำการบ้านหรือหาแหล่งขายที่ตรง ถ้าจะทำธุรกิจแฟชั่น
เทรนด์แฟชั่นไปจนถึงของกินเช่นชารสชาติใหม่ ดูเหมือนต้นน้ำจะมาจากไต้หวัน ไม่ใช่ฮ่องกง เข้าใจว่าไต้หวันน่าจะอำนวยต่อการผลิตวัฒนธรรมมากกว่าฮ่องกง อยากรู้อะไรจะเข้าจีน ให้ดูไต้หวันก่อน
น่าสงสัยว่าที่ฮ่องกงเคยเป็นแหล่งผลิตหนังระดับฮอลลิวูดเอเชีย ตอนนี้ไม่ค่อยเหลือร่องรอยเหล่านั้น นอกจากความทรงจำเกี่ยวกับถนนหนทาง รถสปอต และ Taxi
Taxi ในฮ่องกงเก่ามาก และไม่เคยเปลี่ยนจากที่เห็นในหนังเมื่อ 20 ปีก่อน 
และแม้จะเป็นเมืองปลอดภาษี แต่ Brandname ในฮ่องกงดูเหมือนจะไม่ได้ถูกกว่าเมืองไทยเท่าไร 
ส่วนสินค้าจาก Apple ถูกกว่านิดหน่อยเท่านั้น ยกเว้นพวกที่ราคาสูงๆ อย่าง Laptop ซื้อฮ่องกงถูกกว่าแน่
เทคโนโลยีและ Gadget
ที่จีนใช้ Power Socket ทั้งแบบ Australia และแบบบ้านเรา ไม่รู้ว่าเริ่มต้นมายังไง ถึงใช้ทั้งสองแบบ
ส่วนฮ่องกง แน่นอนว่าใช้แบบอังกฤษ 
มีของที่น่าสนใจสองอย่างคือ Tablet PC ที่หน้าตาเหมือน iPad มีขนาด 7 นิ้วและรันแอนดรอยด์ กับโปรเจกเตอร์มือถือ
แต่ผู้เขียนถอยมาหนึ่งอย่างคือ AR Drone ถูกกว่าเมืองไทยราว 3000 บาท และคิดเป็นส่วนลด 25% ของราคาขายเมืองไทย
ที่เสิ่นเจิ้นใช้ป้าย LED และมีจอ LED เยอะมากในร้านค้าที่ตกแต่งใหม่ ฮ่องกงคงไม่ต้องอธิบายมาก ทำให้ผมอยากทำธุรกิจอะไรที่เกี่ยวกับ LED เลย เช่น Content ที่เล่นบนนั้น 
ฮ่องกง ไอโฟน ฮิตมากๆ เหมือนสิงคโปร์ ส่วนเสิ่นเจิ้น มีใช้ Smartphone กันเป็นบางส่วนและคละแบรนด์ และมีแม่ค้าขายของมาถามว่าซื้อไอโฟนมาเท่าไร อาจเป็นไปได้ว่าจีนมีขายไอโฟนเฉพาะรุ่น Wifi เลยทำให้มันดูแปลกๆ ไม่ฮิต ส่วน iPad ผู้เขียนเห็นมีคนใช้รุ่น 3G อยู่บ้าง สังเกตตอนที่ไปหาซื้อ Sim มีผู้ถือมาซื้อ Sim พร้อมๆ กัน
Lifestyle
สุ่มคุยการเมืองกับคนจีนทั่วไปที่พูดภาษาอังกฤษได้ พวกเขาจะไม่คิดอะไร นอกจาก to make a living สงสัยจีนประสบผลสำเร็จในการสร้างสลิ่มจำนวนมหาศาล
ดูเหมือนจะน้อยกว่า 10% ที่พูดภาษาอังกฤษได้ ฮ่องกงพูดได้ดีกว่า แต่ก็ไม่เท่าสิงคโปร์
ที่เสิ่นเจิ้นและฮ่องกงยังมีคนเล่นเกมอาเขตอยู่ -‘-
ภาคผนวก
สาวจีนอย่างที่รู้กันว่าอาจไม่ได้สวยมาก แม้จะได้ขาว ขณะที่ฮ่องกงอาจมีหน้าตาดีกว่า เป็นเหตุผลเรื่องของความ Sophisticated ของคนเมือง 
สาวจีน คัพ C อยู่ได้ คัพ B อยู่ยาก 😛

โปรดแสดงความคิดเห็น Leave a Reply