Review Kindle ฉบับเกือบจะสายเกินไป

[info]หากสนใจจะซื้อหา Kindle มาใช้อ่านหนังสือ ลองดูที่ GROOV Store ครับ ราคาจะถูกกว่าร้านอื่นๆ ในไทย หรือแม้แต่สั่งเข้าโดยตรงจาก Amazon แล้วเจอบวกค่าภาษีล่วงหน้า[/info]

เขียนไว้ครั้งแรกตั้งแต่ได้มาสัปดาห์แรก เดือนเมษายน ระหว่างนอนไม่หลับที่เชียงใหม่ แล้วก็ลืมทิ้งไว้นาน จนพึ่งมาปิดให้จบวันนี้เองครับ

เฮียมาชทักมาตอนได้เครื่องมาวันแรก ว่าอยากอ่านรีวิว และแม้ว่าจะมีรีวิวของคนไทยมากในระดับหนึ่ง ผมยังพบว่ามีแง่มุมของ Kindle บางอย่างที่ยังไม่มีใครนำมาพูดถึงและอยากแชร์ เป็นที่มาของข้อเขียนชุดนี้ครับ ขอเขียนเป็น outline เพื่อความกระชับและเร็ว

ทำไม Kindle ในเมื่อมี iPad

อยากได้ e-ink reader มาตั้งแต่ก่อนจะมี Kindle เสียอีก โดยก่อนหน้า Kindle ก็มีเครื่องอ่านของ Sony ซึ่งไม่มีการทำตลาดในบ้านเรา และมีราคาสูงระดับหนึ่ง

ครั้น Amazon Kindle เปิดตัวปี 2007 ราคาโอเค แต่ไม่ส่งมาไทย

ครั้นพอจะส่งมาไทย ก็มีข่าวเรื่อง Apple Tablet ทำให้คลาดกันมาตลอด

แต่สุดท้ายหลังจากที่ Amazon ประกาศลดราคารุ่นที่มีโฆษณาเหลือ $114 ก็คิดว่าถึงเวลาเสียที

เล็งรุ่นถูกสุด แล้วทำไมซื้อ 3G?

เพราะรุ่น Ad-Support ไม่ส่งนอก US

และที่ตัดสินใจซื้อ 3G ไปเลย เพราะเคยอ่านมาว่ารุ่น 3G นั้นสามารถเล่นเนตฟรีและยังทะลุทะลวงการบล็อค แม้แต่ที่ประเทศจีน The Great Firewall of China

ซึ่งฟังถึงตอนนี้อาจไม่ค่อย Makesense ที่ยอมจ่ายมากกว่าที่ตั้งใจไว้เกือบครึ่ง

และมันก็ไม่ Makesense จริง ดังรายละเอียดที่จะกล่าวถึงต่อไป

ความประทับใจแรก

ของส่งมาภายในวันที่ 4 นับจากสั่ง เนื่องจากการสั่ง Amazon จะกำหนดให้ส่งแบบด่วนเป็นอัตโนมัติถ้าเป็น Kindle ทำให้หนังสือที่สั่งพร้อมกัน 3 เล่ม ได้รับอานิสงค์ความด่วนนี้ไปด้วย

ค่าส่ง + ภาษีนำเข้าตกอยู่ประมาณ $70 (สังพร้อมกับหนังสืออื่น ทำให้เลขนี้เบลอ) ค่าภาษีเกิดจาก Amazon เรียกเก็บไปก่อน เพื่อเคลียร์ทางสะดวกให้ แต่หากภาษีไม่ถึง จะมีการคืนเงินให้ภายใน 60 วัน

เปิดกล่องมาก็เจอหลอก (ในแง่ดี) ไปหนึ่งที ด้วยเข้าใจว่าใต้แผ่นใสสูญญากาศนั้นคือ “แผ่นรองจอ” บอกวิธีใช้

แต่ไม่ใช่ มันคือการแสดงผลค้างไว้ของ e-Ink ซึ่งต่างกับจอแบบอื่นๆที่เราคุ้นเคย ปิดคือปิด แต่ Kindle ปิดแล้วจะแสดงภาพสวยๆค้างไว้ ให้ดูเล่น

การแสดงภาพเนียนมาก ลืมคำว่า pixels, dot per inch ไปได้เลย

เปิดเครื่องครั้งแรก มีจดหมายจาก CEO Jeff Bazos ระบุชื่อเจ้าของเครื่อง ส่งผ่าน Whispernet มาให้เลย ได้ความรู้สึกที่ดีเหมือนเราเข้าพักโรงแรมหรู

เนื่องจากมีการลงทะเบียนเครื่องให้แล้ว หนังสือที่เราเคยซื้อไว้ ก็รอให้โหลดผ่านเมนู Archieved ทันที

ความไม่ประทับใจแรก

โดนหลอกครั้งที่สองคือสมองของผมคุ้นเคยกับจอสัมผัสมา 3 ปีเต็มๆ ทำให้การใช้ 2-3 นาทีแรก สมองต้องต่อสู้ความรู้สึกที่คุ้นเคยว่าจอมันสัมผัสแล้วไม่เกิดอะไรนะเว้ย โดยเฉพาะตอนลองเข้าเว็บอาการออกมาก – –“ พยายามแตะมากกว่า 3-4 ครั้ง ก่อนสมองเรียนรู้นิสัยใหม่

ต้องยอมรับว่านอกเหนือจากจอ e-Ink ที่เป็นเทคโนโลยีชายขอบ (Cutting Edge) แล้ว Kindle เป็น Device แบบโบราณที่ใช้ปุ่มเยอะๆ สำหรับการควบคุม ทุกอย่างทำผ่านปุ่ม และมีคำสั่งซ่อนอยู่ผ่าน Combination ของปุ่มเหล่านี้

มันทำให้ผมรู้สึกว่าเราไม่สามารถใช้งานเก่งภายในวันเดียวและต้องใช้การเรียนรู้

วัสดุก็ใช้พลาสติกที่ไม่ได้ทำให้เรารู้สึกเหมือนถือของแพงระดับพรีเมี่ยม ความรู้สึกของการใช้ Joystick สำหรับ Navigation นั้นฝืนนิดหน่อย

การรีเฟรชก็มีพฤติกรรมไม่เหมือนจอภาพอื่น คือต้องขึ้นจอดำก่อนแสดงหน้าใหม่ ทำให้มีปัญหากับเอฟเฟกต์บางอย่างตอนเปิดเว็บ เช่นหน้าแรกของ Twitter.com ที่มีตัวอักษรวิ่ง

As minimal as it be

แต่ความบ้านๆ ของมัน ก็ทำให้เรารู้สึกสบายๆ น้ำหนักเบา ไม่จำเป็นต้องมีพิธีรีตอง เช่นใส่แผ่นกันรอย เสียบคอมก็ทำตัวเหมือน Thumbdrive ไม่ต้องโหลด Kindle for PC/Mac ก็โหลดหนังสือใส่ได้เลย

การใช้บางฟังก์ชั่น เช่น Text to Speech แม้ว่าต้องเรียนรู้วิธีผ่านคู่มือบ้าง ก็ทำให้รู้สึกว่ามันทำได้ดี เสียงใกล้เคียงธรรมชาติ และพยายามที่สุดแล้วที่จะให้ใช้ง่ายภายใต้เงื่อนไขของ Pre-Multitouch Device

Form Factor

เป็นความบังเอิญที่ไม่รู้มาก่อน ว่ามันมีขนาดพอดีกับ Galaxy Tab ต่างกันที่ความหนาเท่านั้น ทำให้เราหาซื้อเคสดีๆ ราคา 650 บาทได้ ขณะที่สั่งจาก Amazon ราคาอยู่ที่ $49 ไม่รวมภาษีนำเข้าอีกต่างหาก แม้ว่าเคสของ Tab จะมีบางส่วนที่ปิดปุ่ม Page Up/Down ก็ไม่เป็นไร เพราะผมชอบถือแบบไม่ห่อหุ้มอะไรเลยมากกว่าอยู่แล้ว

Calibre

ซอฟต์แวร์หน้าตาที่ยังต้องปรับปรุงตัวนี้ กลับเป็น Solution ที่ดีที่สุด ในการจัดเก็บ ebook (ที่ไม่ได้ซื้อจาก Amazon) และทำการแปลงเป็นฟอร์แมท Amazon เช่น Mobi ก่อนจะส่งขึ้น Kindle ทั้งทาง USB หรือทาง email สุดแท้แต่เราสะดวกครับ ใช้ไปใช้มาก็ประทับใจในการที่มีคนอุตสาห์ทำมันขึ้นมา แล้วใช้ได้ดี แม้ว่าจะมีอารมณ์สะดุดนิดหน่อย เช่นการตั้งค่า email ที่ต้องเป็น Geek ระดับนึง จึงจะพอเข้าใจว่าตั้งอย่างไร แต่ถึงจุดนี้แล้วรู้สึกขอบคุณทางผู้ผลิตเป็นอย่างยิ่ง

ผู้เขียนก็หวังว่าจะมีการพัฒนา App ที่ให้อารมณ์ Native บน Mac และทำงานอย่างไหลลื่นโดยใช้แนวคิดของ Calibre โดยอาจทำงานร่วมกันแล้วบริจาค ก็สุดแท้แต่ ผู้เขียนยินดีสนับสนุน ปัจจุบันได้บริจาคไปเล็กๆน้อยๆให้โปรเจกต์นี้ไปเรียบร้อย

Instapaper

ในภาพแสดงบทความที่เซฟจาก Instapaper

เป็นบริการที่ให้เราเก็บข่าวจาก Twitter หรือจากเว็บต่างๆ ไว้อ่านทีหลัง ซึ่งข้อดีคือมันมีระบบ push email ข่าวที่เราเก็บไว้ไปยัง Kindle ด้วย นี่อาจเป็น Feature ไม่คาดคิดที่ดีที่สุดที่ทำให้ Kindle คุ้มค่าขึ้นมาทันทีเลยล่ะครับ ผมจะได้อ่านหนังสือพิมพ์รายสัปดาห์ในแบบของตัวเอง หรือเมื่อก่อนจะใช้วิธีพิมพ์บทความยาวๆ ลงกระดาษ ก็ใช้ Instapaper เป็นเครื่องมือส่งเข้า Kindle แทน

One Thing Well

Kindle ยังอาจไม่ใช่ของใช้สำหรับทุกคน อาจไม่ได้สร้างความประทับใจระดับทันทีแบบ iPad ไม่มี app ให้เล่นเยอะๆ ด้วย แต่มันทำสิ่งเดียวได้ดีมาก (One Thing Well) คือไว้สำหรับอ่าน สำหรับคนที่ชอบอ่านที่เปิดกว้างพอจะอ่านอะไรที่ไม่ใช่กระดาษ แต่ไม่สามารถทนอ่านบนจอ LCD บน Tablet ได้

ข่าวของ Kindle รุ่นใหม่ที่เป็นจอ LCD ผู้เขียนก็เห็นว่ามันมีทางของมัน มันก็ยังพออ่านได้ แต่จอ E-Ink เป็นตัวเลือกแรกตอนนี้ หากผู้เขียนจำเป็นต้องอ่านอะไรยาวๆ ครับ

โปรดแสดงความคิดเห็น Leave a Reply