เกี่ยวกับความเห็นด้าน Bitcoin (and other cryptocurrency) ของผู้คน

ตอนนี้มันแบ่งเป็น 2 View ใหญ่ๆ

กลุ่มแรก เรียก Bubble ลอยมาเลย

ถ้าเรียก Bubble หมายความว่ามันย่อมมีวันแตก แต่จะแตกเมื่อไร ไม่มีใครรู้ แต่รู้ว่าแตกแน่ คนกลุ่มนี้จะเปรียบเทียบกับฟองสบู่หลายเคสที่เกิดขึ้นมาในโลก ของไทยที่ดัง ๆ คือฟองสบู่ปี 1997 หรือที่เรียกต้มยำกุ้ง ตอนนั้นเงินสะพัดเศรษฐกิจโตปีละ 10% ราคาที่ดินขึ้นสูงจนเป็นว่าเล่น คนมีเครดิตจะกู้เงินจากเมืองนอกดอกต่ำ และปล่อยกู้ดอกที่สูงกว่าในไทย ราคาอสังหาที่แข่งกันขายกันซื้อจนถึงจุดฟองสบู่แตก ไม่มีใครมีเงินมาซื้ออีกต่อไป

ฟองสบู่ดอทคอมปี 2000 ที่อเมริกา ในช่วงก่อนหน้านั้นใคร ๆ ก็ตั้งบริษัทแล้วบอกว่าทำเพื่ออินเตอร์เน็ต ตกแต่งบัญชีนิดหน่อย นำเข้าตลาด และขายหุ้นซื้อหุ้นจนราคาสูงเกินความเป็นจริง วันหนึ่งมันก็แตกโพล๊ะ เหลือแต่บริษัทที่มีอนาคตแท้ ๆ ที่อยู่ได้ ที่เหลือก็ไปหมด

ทีนี้มากรณี Bitcoin ดูบ้าง ราคาที่ปัจจุบันที่ 400,000 กว่าบาทและยังพุ่งสูงต่อเนื่อง ระดับที่ว่าหากใครซื้อ Bitcoin ต้นเดือน November 17 ผ่านไปหนึ่งเดือนคุณจะได้เงินคืนทุนพร้อมต้น (กำไรมากกว่า 100% ในเดือนเดียว) แล้วอย่าไปถามว่าใครซื้อไปต้นปี 2017 หรือก่อนหน้านี้จะได้กันเท่าไรนะครับ

ราคาที่พุ่งสูงแบบนี้ แน่นอนว่าเกิดจากการปั่นในตลาด จากกลุ่มคนที่หวังทำกำไรหนึ่งส่วน แต่ส่วนสำคัญอีกส่วนคือกลุ่มคนที่ต้องการใช้เงิน BTC จริง ๆ เพราะระบบการเงินในประเทศพัง เช่นซิมบับเว ณ เวลาที่เขียนราคาอยู่ที่ 20000 USD หรือประมาณ 6 แสนกว่าบาทต่อหนึ่ง BTC หมายความว่ามันแพงกว่าราคาตลาดโลกถึงเกือบ 50% อันนี้คือ Demand แท้ ๆ ของคน แล้วคุณพอมองออกไหมว่าราคา BTC เมืองไทยจะไปถึงจุดไหน?

ถึงตรงนี้ผมสรุปให้ฟังว่าราคา BTC มาจากสองกลุ่ม

  1. นักเก็งกำไร
  2. ผู้คนที่ต้องการใช้เงินนี้จริง ๆ

ยังมีกลุ่มที่ 3 คือกลุ่มนักขุด หรือ Miners พวกนี้มีการลงทุนในเครื่องขุด และการจัดการ ทำให้ราคา BTC ที่นับวันยิ่งแข่งกันขุด ยิ่งต้องการเคร่ื่องแรงเพิ่ม มีต้นทุนรองรับอยู่ ต้นทุนตรงนี้แหละ ที่คอยบอกว่า BTC จะไม่ควรต่ำกว่าเท่าไร แต่มันจะไม่ต่ำลงอยู่แล้ว เพราะมันยังมีธรรมชาติอีกอย่างคือ พอมีคนใหม่ ๆ มาต้องการซื้อ ก็ทำให้ราคา BTC ถูกดันขึ้นไปอีก BTC เป็นของมีจำกัด ไม่ได้ผลิตมาตามใจ ทำให้ราคามันยากที่จะลดลง นอกจากรายใหญ่มาก ๆ ทุบขายทีละเยอะ ๆ แต่เพราะว่า BTC เป็นเงินแห่งความเชื่อมั่นระหว่างกลุ่มผู้ใช้ทั่วโลก อันนี้เลยทำให้ราคาที่โดนทุบ มักจะกลับคืนมาไม่นาน กลุ่มยิ่งใหญ่มาก ยิ่งกลับมาเร็ว

ทีนี้เพราะธรรมชาติของมันที่คนเข้ามายิ่งเยอะ BTC ยิ่งขึ้น ทำให้มันดูเหมือนเป็นแชร์ลูกโซ่ (Ponzi’s Scheme) แต่อย่างที่ผมบอกไปในโพสต์ก่อน ๆ แล้วว่ามันแค่เหมือน แต่มันไม่ใช่ ถ้าคิดแบบนี้ธนาคาร สถาบันการเงินมีความเป็นแชร์ลูกโซ่มากกว่า BTC อีก เพราะพวกเขาเอาเงินเราไปหมุน และมันเคยพังจนระบบล้ม และเจ้าของเงินทำอะไรไม่ได้

ถึงจุดนี้ผมสรุปให้อีกรอบ BTC มีแรงหนุนด้วย

  1. นักเก็งกำไร
  2. ผู้คนที่ต้องการใช้เงินนี้จริง ๆ
  3. นักขุด Miners หรือกลุ่มคนที่ลงด้าน Infrastructure ของระบบไม่ว่าเล็กหรือใหญ่
  4. กลุ่มคนที่เข้ามาใหม่ จะนับรวมกับข้อหนึ่งก็ได้ แต่เพราะว่ากลุ่มนี้ยิ่งเข้ามามาก ๆ เงินก็ยิ่งเพิ่มมูลค่า นี่คือเหตุผลว่าทำไมผมถึงแยกออกมาให้เห็นชัด ๆ

ทีนี้กลับมาเรื่อง Bubble เพราะว่ามันยังไม่เคยมี Digital Asset ไหนในโลกทำ Performance ได้ขนาดนี้มาก่อน และไม่มีใครรู้ว่าราคาจริง ๆ ของมันควรเป็นเท่าไร ซึ่งในแง่นี้ต่างจากอสังหาฯ กับหุ้นบริษัทมากครับ เพราะสองอย่างนี้สามารถประเมินสถานการณ์จากยอดขายจริง ๆ ในขณะที่ Digital Asset แบบ BTC นี่ ประเมินค่าที่แน่นอนไม่ได้ มันหลักลอย ราคามันเลยพุ่งขึ้นแบบไม่หยุด

ดังนั้นคนที่เรียกมันว่า Bubble พวกนี้คือเชื่อว่ามันแตกแน่ ๆ แต่ไม่รู้เมื่อไร ซึ่งกลุ่มคนที่ลงเงินใน BTC บางคนก็คิดว่ามันเป็น Bubble ได้เหมือน หรือสองจิตสองใจ แต่ก็ลงเพื่อหวังผลระยะสั้น ได้กำไรแล้วรีบดึงออก

กลุ่มสอง คือกลุ่มที่มองเห็นเงินนี้อย่างจริงจัง

กลุ่มนี้มองเห็นราคาที่พุ่งขึ้นของ BTC คือการเปลี่ยนผ่านของเงิน จากเงินเก่าสู่เงินใหม่ เงินเก่าคือ Fiat Money ที่มีรัฐบาลกลางหรือ Bank พิมพ์เงินออกมา แล้วความเชื่อถืออยู่ที่สถาบันการเงินนั้น ๆ

เงินใหม่คือเงินดิจิตอลที่ไร้ศูนย์กลาง (Decentralized) ส่วนหนึ่งคือกลุ่มที่ผิดหวังกับเงินระบบเก่าที่พิมพ์เอาตามใจผู้มีอำนาจ กับการพังทลายหลาย ๆ รอบของพวกเล่นเงิน เช่นในปี 1997 ในไทย ในปี 2000,2008 ที่สหรัฐ และที่อื่น ๆ จำนวนมากทั่วโลก การมีสกุลเงินที่ไม่มีใครอ้างความเป็นเจ้าของแท้จริง และใช้ความเชื่อมั่นในระบบทั้งหมด อาจดีกว่า พวกนี้เห็นการเพิ่มมูลค่าของ BTC ไม่ใช่แค่ฟองสบู่ แต่มันคือ Transition หากวันนึงร้านค้าต่าง ๆ ผู่้รับจ้างปฏิเสธที่จะรับเงินแบบเดิม แต่ขอรับเป็น Cryptocurrency อย่าง BTC แล้ว เพราะว่าเงินไม่เสื่อมคุณค่าเมื่อเทียบกับ BTC ทุกคนก็ต้องหันมาใช้เงินสกุลนี้ (หรือใช้เงินสกุลใด ๆ ที่ผูกค่าไว้กับเงินนี้)

คนกลุ่มนี้มองเห็นว่านี่คือสงครามระหว่างการเงินสองระบบ Centralized vs Decentralized ดังนั้นค่าที่มันดูสูงขึ้นจนน่าตื่นเต้น เป็นโอกาสที่ดี ที่จะทำให้พวกเขาเชื่อมั่นว่าอยากถือเงินสกุลไหนไว้ในมือ

 

 

 

โปรดแสดงความคิดเห็น Leave a Reply