ภาษีจากการเทรด Cryptocurrency

วันก่อนผมตั้งประเด็นสงสัยว่าเว็บเทรดเงิน Crypto อย่าง BX.in.th นี่เสียภาษีหรือไม่ เพราะดูจาก Volume ต่อวันแล้ว เงินสะพัดมาก แตะหลักร้อยล้านถึงพันล้านต่อวัน

เพื่อนไป๋เลยแนะนำให้ดูรายการ What the coin มีตอนที่กล่าวถึงการเสียภาษี ผมสนใจมาก เลยเข้าไปฟังรายละเอียดดู ได้ความดังนี้ครับ

  1. เว็บ BX.in.th ถูก ปปง. เข้าตรวจสอบเมื่อปีที่แล้ว (2016) เงินสูงขนาดนี้เขาต้องดูว่ามีใครมากระทำการฟอกเงินหรือเปล่า และ ปปง. ส่งลูกต่อให้สรรพากรด้วย
  2. สรรพากรขอข้อมูลจากเว็บ BX ถึงรายละเอียดของ Trader รายคน และแน่นอนว่าคนที่มาเล่าให้ฟัง คืออยู่ในกลุ่มผู้เสียภาษีจาก Bitcoin โดยเหมาจ่ายที่อัตรา 0.5% ของยอดเงินที่โอนออกมา
  3. สรรพากร ยังไม่ได้เก็บทุกคนที่อยู่ในนั้น แต่สุ่มตรวจโดยเฉพาะรายใหญ่

สรุปคือยังไงก็หนีภาษีไม่พ้น แม้ดูเหมือนว่าเงิน Crypto ยังเป็นเงินนอกระบบ (เงินไทย) ก็ตาม วิธีคิดของสรรพากรคือ ไม่ว่าคุณจะเอาต้นทุนเข้าไปแสนหนึ่ง และถอนออกมา 10000 บาท เพราะขาดทุน ก็ต้องเสียภาษี โดยเหมาว่า 10000 บาทนั้นคือรายได้ หากรายได้รวมกันไม่ถึง 100,000 บาทตลอดปี ก็ไม่ต้องยื่นว่ามีรายได้ก็ได้ แต่ถ้าเกิน ต้องรายงานสรรพากร

หลักคิดแบบนี้ ก็เท่ากับว่า เงินที่หมุนเวียนในบัญชีเราทุกบาทที่โอนเข้ามา หรือแม้แต่โอนเข้าตัวเอง ก็ถือเป็นรายได้

แต่หากเรามีผลักฐานแน่นอนว่าเราโอนให้ตัวเอง หรือโอนให้พ่อแม่ ฯลฯ ก็สามารถยกออกได้

รู้ถึงตรงนี้หลายคนคงไม่อยากใช้ Promptpay เพราะทุกบาท ธปท รับรู้หมด และพอส่งลูกไปสรรพากร เขารู้ทันทีว่าเงินเข้าเราต่อปีมีเท่าไรครับ

คำถามสำคัญคือ หากเราใช้เงิน Crypto เป็นเงินหลัก ไม่ได้โอนเงินผ่านธนาคารไทย คือเก็บไว้ใน Wallet ส่วนตัว แล้วจ่ายออกไปมา การตรวจสอบก็อาจจะกระทำไม่ได้ อันนี้ก็เป็นโจทย์ให้ ปปง, ธปท, กับสรรพากรไปคิดต่อนะครับ

สำหรับ Traders, Miners ที่ซื้อขายกัน Vulume สูงๆ และต้องถอนเงินออกมาใช้กันเยอะๆ แบบนี้แนะนำให้จดทะเบียนนิติบุคคลดีกว่าครับ เพราะจะเสียภาษีจากกำไรจริงๆ ไม่ใช่เรทเหมา (เอาเรทเหมามาคิดดูก่อนนะครับ ว่าหักลบกับค่าทำบัญชีแล้วคุ้มกันไหม) ถ้าถามว่ารายได้เท่าไร ควรเริ่มจดนิติบุคคล ผมใช้เลข 1.8 ล้านต่อปีครับ เพราะไม่มีใครอยากโดนจดภาษี VAT ในนามบุคคลธรรมดาแน่นอนครับ

(รายได้เกิน 1.8 ล้านต่อปี ต้องจดภาษีมูลค่าเพิ่ม ไม่ว่าคุณจะเป็นใคร)

โปรดแสดงความคิดเห็น Leave a Reply