Filed under: review

Review Kindle ฉบับเกือบจะสายเกินไป

เขียนไว้ครั้งแรกตั้งแต่ได้มาสัปดาห์แรก เดือนเมษายน ระหว่างนอนไม่หลับที่เชียงใหม่ แล้วก็ลืมทิ้งไว้นาน จนพึ่งมาปิดให้จบวันนี้เองครับ

เฮียมาชทักมาตอนได้เครื่องมาวันแรก ว่าอยากอ่านรีวิว และแม้ว่าจะมีรีวิวของคนไทยมากในระดับหนึ่ง ผมยังพบว่ามีแง่มุมของ Kindle บางอย่างที่ยังไม่มีใครนำมาพูดถึงและอยากแชร์ เป็นที่มาของข้อเขียนชุดนี้ครับ ขอเขียนเป็น outline เพื่อความกระชับและเร็ว

ทำไม Kindle ในเมื่อมี iPad

อยากได้ e-ink reader มาตั้งแต่ก่อนจะมี Kindle เสียอีก โดยก่อนหน้า Kindle ก็มีเครื่องอ่านของ Sony ซึ่งไม่มีการทำตลาดในบ้านเรา และมีราคาสูงระดับหนึ่ง

ครั้น Amazon Kindle เปิดตัวปี 2007 ราคาโอเค แต่ไม่ส่งมาไทย

ครั้นพอจะส่งมาไทย ก็มีข่าวเรื่อง Apple Tablet ทำให้คลาดกันมาตลอด 

แต่สุดท้ายหลังจากที่ Amazon ประกาศลดราคารุ่นที่มีโฆษณาเหลือ $114 ก็คิดว่าถึงเวลาเสียที

เล็งรุ่นถูกสุด แล้วทำไมซื้อ 3G?

เพราะรุ่น Ad-Support ไม่ส่งนอก US 

และที่ตัดสินใจซื้อ 3G ไปเลย เพราะเคยอ่านมาว่ารุ่น 3G นั้นสามารถเล่นเนตฟรีและยังทะลุทะลวงการบล็อค แม้แต่ที่ประเทศจีน The Great Firewall of China 

ซึ่งฟังถึงตอนนี้อาจไม่ค่อย Makesense ที่ยอมจ่ายมากกว่าที่ตั้งใจไว้เกือบครึ่ง 

และมันก็ไม่ Makesense จริง ดังรายละเอียดที่จะกล่าวถึงต่อไป

ความประทับใจแรก

ของส่งมาภายในวันที่ 4 นับจากสั่ง เนื่องจากการสั่ง Amazon จะกำหนดให้ส่งแบบด่วนเป็นอัตโนมัติถ้าเป็น Kindle ทำให้หนังสือที่สั่งพร้อมกัน 3 เล่ม ได้รับอานิสงค์ความด่วนนี้ไปด้วย

ค่าส่ง + ภาษีนำเข้าตกอยู่ประมาณ $70 (สังพร้อมกับหนังสืออื่น ทำให้เลขนี้เบลอ) ค่าภาษีเกิดจาก Amazon เรียกเก็บไปก่อน เพื่อเคลียร์ทางสะดวกให้ แต่หากภาษีไม่ถึง จะมีการคืนเงินให้ภายใน 60 วัน

เปิดกล่องมาก็เจอหลอก (ในแง่ดี) ไปหนึ่งที ด้วยเข้าใจว่าใต้แผ่นใสสูญญากาศนั้นคือ “แผ่นรองจอ” บอกวิธีใช้ 

แต่ไม่ใช่ มันคือการแสดงผลค้างไว้ของ e-Ink ซึ่งต่างกับจอแบบอื่นๆที่เราคุ้นเคย ปิดคือปิด แต่ Kindle ปิดแล้วจะแสดงภาพสวยๆค้างไว้ ให้ดูเล่น

การแสดงภาพเนียนมาก ลืมคำว่า pixels, dot per inch ไปได้เลย 

เปิดเครื่องครั้งแรก มีจดหมายจาก CEO Jeff Bazos ระบุชื่อเจ้าของเครื่อง ส่งผ่าน Whispernet มาให้เลย ได้ความรู้สึกที่ดีเหมือนเราเข้าพักโรงแรมหรู

เนื่องจากมีการลงทะเบียนเครื่องให้แล้ว หนังสือที่เราเคยซื้อไว้ ก็รอให้โหลดผ่านเมนู Archieved ทันที

ความไม่ประทับใจแรก

โดนหลอกครั้งที่สองคือสมองของผมคุ้นเคยกับจอสัมผัสมา 3 ปีเต็มๆ ทำให้การใช้ 2-3 นาทีแรก สมองต้องต่อสู้ความรู้สึกที่คุ้นเคยว่าจอมันสัมผัสแล้วไม่เกิดอะไรนะเว้ย โดยเฉพาะตอนลองเข้าเว็บอาการออกมาก – –“ พยายามแตะมากกว่า 3-4 ครั้ง ก่อนสมองเรียนรู้นิสัยใหม่

ต้องยอมรับว่านอกเหนือจากจอ e-Ink ที่เป็นเทคโนโลยีชายขอบ (Cutting Edge) แล้ว Kindle เป็น Device แบบโบราณที่ใช้ปุ่มเยอะๆ สำหรับการควบคุม ทุกอย่างทำผ่านปุ่ม และมีคำสั่งซ่อนอยู่ผ่าน Combination ของปุ่มเหล่านี้ 

มันทำให้ผมรู้สึกว่าเราไม่สามารถใช้งานเก่งภายในวันเดียวและต้องใช้การเรียนรู้

วัสดุก็ใช้พลาสติกที่ไม่ได้ทำให้เรารู้สึกเหมือนถือของแพงระดับพรีเมี่ยม ความรู้สึกของการใช้ Joystick สำหรับ Navigation นั้นฝืนนิดหน่อย

การรีเฟรชก็มีพฤติกรรมไม่เหมือนจอภาพอื่น คือต้องขึ้นจอดำก่อนแสดงหน้าใหม่ ทำให้มีปัญหากับเอฟเฟกต์บางอย่างตอนเปิดเว็บ เช่นหน้าแรกของ Twitter.com ที่มีตัวอักษรวิ่ง

As minimal as it be

แต่ความบ้านๆ ของมัน ก็ทำให้เรารู้สึกสบายๆ น้ำหนักเบา ไม่จำเป็นต้องมีพิธีรีตอง เช่นใส่แผ่นกันรอย เสียบคอมก็ทำตัวเหมือน Thumbdrive ไม่ต้องโหลด Kindle for PC/Mac ก็โหลดหนังสือใส่ได้เลย 

การใช้บางฟังก์ชั่น เช่น Text to Speech แม้ว่าต้องเรียนรู้วิธีผ่านคู่มือบ้าง ก็ทำให้รู้สึกว่ามันทำได้ดี เสียงใกล้เคียงธรรมชาติ และพยายามที่สุดแล้วที่จะให้ใช้ง่ายภายใต้เงื่อนไขของ Pre-Multitouch Device 

Form Factor

เป็นความบังเอิญที่ไม่รู้มาก่อน ว่ามันมีขนาดพอดีกับ Galaxy Tab ต่างกันที่ความหนาเท่านั้น ทำให้เราหาซื้อเคสดีๆ ราคา 650 บาทได้ ขณะที่สั่งจาก Amazon ราคาอยู่ที่ $49 ไม่รวมภาษีนำเข้าอีกต่างหาก แม้ว่าเคสของ Tab จะมีบางส่วนที่ปิดปุ่ม Page Up/Down ก็ไม่เป็นไร เพราะผมชอบถือแบบไม่ห่อหุ้มอะไรเลยมากกว่าอยู่แล้ว 

Calibre

ซอฟต์แวร์หน้าตาที่ยังต้องปรับปรุงตัวนี้ กลับเป็น Solution ที่ดีที่สุด ในการจัดเก็บ ebook (ที่ไม่ได้ซื้อจาก Amazon) และทำการแปลงเป็นฟอร์แมท Amazon เช่น Mobi ก่อนจะส่งขึ้น Kindle ทั้งทาง USB หรือทาง email สุดแท้แต่เราสะดวกครับ ใช้ไปใช้มาก็ประทับใจในการที่มีคนอุตสาห์ทำมันขึ้นมา แล้วใช้ได้ดี แม้ว่าจะมีอารมณ์สะดุดนิดหน่อย เช่นการตั้งค่า email ที่ต้องเป็น Geek ระดับนึง จึงจะพอเข้าใจว่าตั้งอย่างไร แต่ถึงจุดนี้แล้วรู้สึกขอบคุณทางผู้ผลิตเป็นอย่างยิ่ง

ผู้เขียนก็หวังว่าจะมีการพัฒนา App ที่ให้อารมณ์ Native บน Mac และทำงานอย่างไหลลื่นโดยใช้แนวคิดของ Calibre โดยอาจทำงานร่วมกันแล้วบริจาค ก็สุดแท้แต่ ผู้เขียนยินดีสนับสนุน ปัจจุบันได้บริจาคไปเล็กๆน้อยๆให้โปรเจกต์นี้ไปเรียบร้อย

Instapaper

ในภาพแสดงบทความที่เซฟจาก Instapaper

เป็นบริการที่ให้เราเก็บข่าวจาก Twitter หรือจากเว็บต่างๆ ไว้อ่านทีหลัง ซึ่งข้อดีคือมันมีระบบ push email ข่าวที่เราเก็บไว้ไปยัง Kindle ด้วย นี่อาจเป็น Feature ไม่คาดคิดที่ดีที่สุดที่ทำให้ Kindle คุ้มค่าขึ้นมาทันทีเลยล่ะครับ ผมจะได้อ่านหนังสือพิมพ์รายสัปดาห์ในแบบของตัวเอง หรือเมื่อก่อนจะใช้วิธีพิมพ์บทความยาวๆ ลงกระดาษ ก็ใช้ Instapaper เป็นเครื่องมือส่งเข้า Kindle แทน

One Thing Well

Kindle ยังอาจไม่ใช่ของใช้สำหรับทุกคน อาจไม่ได้สร้างความประทับใจระดับทันทีแบบ iPad ไม่มี app ให้เล่นเยอะๆ ด้วย แต่มันทำสิ่งเดียวได้ดีมาก (One Thing Well) คือไว้สำหรับอ่าน สำหรับคนที่ชอบอ่านที่เปิดกว้างพอจะอ่านอะไรที่ไม่ใช่กระดาษ แต่ไม่สามารถทนอ่านบนจอ LCD บน Tablet ได้

ข่าวของ Kindle รุ่นใหม่ที่เป็นจอ LCD ผู้เขียนก็เห็นว่ามันมีทางของมัน มันก็ยังพออ่านได้ แต่จอ E-Ink เป็นตัวเลือกแรกตอนนี้ หากผู้เขียนจำเป็นต้องอ่านอะไรยาวๆ ครับ

On Apple TV Gen 2

ตอนเปิดตัวก็ตั้งปณิธานว่าซื้อแน่ๆ เนื่องจากราคาเหมาะสมและเหมาะกับไลฟสไตล์พอดี  รอโอกาสเพื่อนไป US จึงฝากหยิบมาหนึ่งเครื่อง (ขอบคุณน้องปูนมาในโอกาสนี้) แต่พึ่งมีโอกาสใช้จริงจังไม่นานมานี้เองครับ

Whatis_gallery_slide120100901_1

ขอเขียนสรุปคร่าวแบบ Outline

  • เล็กมากเท่าฝ่ามือ ที่เราเห็นในภาพนั้น ของจริงให้ความรู้สึกที่เล็กจิ๋วกว่า และมันเป็นโมดูลที่เล็กพอที่จะฝังเข้าไปหลังทีวีได้ 
  • เท่ากับว่า Apple สามารถเอาจอ LED ที่ตัวเองขายอยู่มาติดโมดูล Apple TV เข้าไป ขายเป็น Internet TV แข่งกับ Sony ได้เลย
  • Sony Internet TV ถ้าจะใช้ WIFI ต้องซื้อโมดูลเพิ่มเหมือนกัน และนั่นมีราคา 3000++ บาท ซึ่งก็ใกล้เคียงราคาของ Apple TV มาก 
  • ไม่แถม HDMI Cable มาให้ ผมไปดูที่ร้าน iStudio ราคา 650 บาท ขณะที่ไปซื้อ PowerBuy 200 บาท แม้หน้าตาขี้เหร่กว่า แต่ก็ยอมกับเงินที่จ่าย
  • วัสดุ ฟอร์ม น่ารักและให้ความรู้สึกที่ดีมาก แม้แต่ปลั๊กไฟก็จับแล้วรู้สึกดี (เหตุผลว่าทำไมซื้อแต่ Apple Product)
  • การใช้งานราบรื่นมาก ดู YouTube ไวมาก (อันนี้คงขึ้นอยู่กับความเร็ว Internet ด้วย) โหลด Podcast เร็วจนให้ความรู้สึกเหมือนมี HD Cable TV เลยทีเดียวครับ 
  • อย่างไรก็ตาม ไม่ใช่ PodCast ทุกช่องที่โหลดเร็ว เพราะมันขึ้นอยู่กับต้นน้ำว่ามาจากไหน เท่าที่ลองรายการดังๆ อย่าง TED, Discovery Channel อันนี้เร็ว แต่รายการของ Revision3 อย่าง GeekBeat TV กลับโหลดช้า
  • อันไหนที่โหลดช้าผู้เขียนใช้ Solution Steam จาก iTunes ซึ่งเป็น Pre-Load มาก่อน ก็ใช้ได้เนียนมาก 
  • การฟังเพลง จะฟังผ่าน Internet Radio หรือ iTunes นั้นก็เนียนมาก
  • น่าเสียดายที่ Killing Features ในความคิดผู้เขียนอย่าง Netflix นั้นติดเรื่อง Location ถ้าอยากดูต้องเช่า VPN จากอเมริกานอกเหนือจากค่าใช้จ่ายรายเดือน
  • MLB นั้นก็เหมาะกับคนอเมริกันเท่านั้น ตัว MLB หากอยากดูต้องจ่ายเพิ่ม $100+ ต่างหาก แต่ดู Features แล้วหรูมาก เช่นดู Stat ผู้เล่น, เลือกดูมุมกล้องได้
  • NBA นั้น อาจมีคนไทยสนใจ แต่ดูถ่ายทอดสดไม่ได้ (US Only) ผู้เขียนทดลองดู Highlight ย้อนหลัง พบว่าเนียนกว่าเคเบิลของทรูที่เป็น HD เสียอีก
  • มี Apple TV สำหรับผู้เขียนแล้ว ลืม Cable หรือ Saturnlite ไปเรียบร้อย

 

อันนี้คือโหมดปกติครับ มาลองดูโหมดพิเศษซึ่งก็คือการ Jailbreak ดูบ้าง

 

  •  มี Tools หลายตัว แต่อันที่งดงามสุดมาจากทีมที่ทำ aTV Flash เนื่องจากมีผลประโยชน์ตรงคือพวกเขาขาย Software Package นั่นเอง
  • aTV Flash ราคา $20 คุณสามารถลงชุดซอฟต์แวร์เสริม ที่ทำหน้าที่อย่าง Media Player (เพื่อให้เล่นได้หลายฟอร์แมท), Web Browser, RSS, Weather Report, Last FM ฯลฯ
  • มี Nitro TV ทำหน้าที่คล้าย Cydia คือเป็นด่านหน้าในการติดตั้ง App เพิ่ม ซึ่ง Nitro TV นั้นฟรีอยู่แล้ว แต่ถ้าติดตั้งผ่าน aTV Flash ก็ง่ายดีครับ
  • ทีเด็ดของการ Jailbreak อยู่ที่ตรงนี้ครับ Plex และ XMBC ทำหน้าที่เหมือนกันคือเป็น Media Player ติดตั้งได้จาก Nitro TV หรือ Apple TV Flash
  • ผมเป็นแฟน Plex ความแตกต่างสำหรับคือ Plex เน้นการมี Media Center (Server) คือมีคอมอีกตัวรัน Plex Server ที่เป็นศูนย์กลางคอยส่ง Stream Video มาให้เครื่องลูกอย่าง Apple TV หรือ iPhone/iPad ขณะที่ XMBC จะเป็น Media Center ในตัวเอง เล่นไฟล์จากเน็ตเวิร์กได้ตรงๆ
  • เป็นไปตามคาด Solution ที่เกิดจากการ jailbreak ใช้งานได้ไม่เสถียร 100%  ที่มีปัญหาหนักๆ คือตัว Media Player นั่นชอบ Crash หรือเตือน Low Memory จะเกิดขึ้นช่วงแรกๆ ถ้าผ่านจุดแรกไปได้ ส่วนใหญ่จะเล่นได้ตามปกติครับ 
  • ขณะที่ใช้งานตามฟังก์ชันที่ Apple เตรียมไว้ให้นั้นลื่น 100% 

 

เป็นข้อสรุปว่าหากอยากใช้งานลื่นๆ ทุกอย่างต้องอยู่ในโลก Apple iTunes เท่านั้น หนังที่เรามีต้องแปลงในรูปแบบ iTunes Format ให้หมด - -“ ขณะที่การ Jailbreak ให้ความรู้สึกถึงการใช้งานเต็มที่ แต่ต้องคอยหงุดหงิดเล็กๆ กับเวลาที่เครื่องไม่เสถียร เวลาเราอยากดูหนังคืออยากดู ไม่ใช่การแก้ปัญหาเครื่องจริงไหม - -?

 

Apple มี Solution รอให้เราครับ ซื้อหรือเช่าหนังจาก iTunes Store ซะ เท่านั้นเอง ;D

Cinema Paradiso: The New Version

เหมือนคนส่วนใหญ่ทั่วไป ผมคิดว่าผมเป็นคนชอบดูหนังคนหนึ่ง (ความชอบดูหนังน่าจะสามัญมากๆ จนไม่เคยคิดจะบอกใคร :P)

แต่เมื่อพิจารณาอย่างลึกซึ้งและย้อนกลับไป ผู้เขียนพบว่าตัวเองหลงใหลในบรรยากาศการดูหนังกลางแปลง มากกว่าการดูเนื้อหาของหนังเสียอีก 

กลิ่นลูกชิ้นทอด ก๋วยเตี๋ยวหลอด เสียงแห่งความวุ่นวายจากร้านค้า ผู้คนสับสนปนเสียงกลางไปทางแหลมจากเสียงลำโพงบ้านๆ สะท้อนเสียงให้ก้องจากตึกรามในบริเวณที่หนังกำลังฉายอยู่

ย้อนกลับไปก่อนหน้าหนังจะฉายอีกนิด เราจะพบซุ้มเล่นเกมกดหรือคนขายขนมตังเมที่ปกติจะไม่เคยผ่านมาแถวนี้ และมากกว่านั้น เราจะได้ชมกายกรรมการปีนเสาระดับ 8-10 เมตรขึ้นไปเพื่อกางผ้าใบสีขาวเนียนสำหรับใช้ฉายแสง ผ้าใบถูกตรึงไว้กลางลานดูสง่างาม 

ความสนใจทั้งหมดของผมมุ่งสู่ เครื่องฉายหนัง มีปล่องควันลอยขึ้นฟ้ายามฉาย เราจะเห็นทีมงานฉายหนังหรือที่เรียกว่า Projectionist ทำการเตรียมแผ่นฟิล์ม บางครั้งมีการตัดต่อด้วยกรรไกรกับเทปใส ภาพที่จำได้ดีคือการหมุนวงฟิล์มตั้งแต่ตอนเตรียมงานไปจนถึงระหว่างฉาย เครื่องฉายหนังที่กำลังทำงาน เสียงของวงล้มฟิลม์และปล่องควันลอยขึ้นฟ้านั้นดึงดูดใจผู้เขียน จนมีความฝันแบบขำๆ ให้ขนมก้าก้า คัมคัม (ใครไม่ใช่วัยรุ่นยุค 90 คงไม่รู้ว่ามันคืออะไร) แถมเครื่องฉายหนังขนาดเล็ก พร้อมจอมาในห่อขนม เพื่อผมสามารถดูหนังส่วนตัวใต้ผ้าห่มก่อนนอน น่าสนุกที่ความฝันนี้ เป็นความเป็นจริงในเวลาต่อมา แม้ว่าไม่มีเครื่องฉายหนังขนาดเล็ก แต่ก็มีเครื่องเล่นภาพยนตร์ในขนาดเล็กกว่าฝ่ามือไว้ดูเมื่อไรก็ตามที่ต้องการ และในทุกสภาวการณ์ ซึ่งถือว่าดีกว่าเครื่องฉายหนังขนาดเล็กเสียอีก 

บรรยากาศเกี่ยวกับการฉายหนังที่กล่าวมา ล้วนถูกนำเสนอในหนัง Cinema Paradiso (1988) อย่างชัดเจนแจ่มแจ้ง เพียงแต่เปลี่ยนบรรยากาศจากหนังกลางแปลงใจกลางกรุงเทพฯ มาเป็นโรงภาพยนตร์เล็กๆในเกาะซิซิลี่ ทางตอนใต้ของอิตาลี่เท่านั้นเอง

Cinema-paradiso

</object>

หนังเรื่องนี้ ต้นฉบับเริ่มฉายในปี 1988 แต่เวอร์ชันที่ผมดู เป็นเวอร์ชัน Director Cut (The New Version) ที่เพิ่มความยาวตอนท้ายเข้าไปจนความยาวรวมเกือบ 3 ชั่วโมง ออกฉายในปี 2002 ความยาวระดับนี้ ผมใช้เวลาดูวันละชั่วโมง ดูสามวันจึงจบ

เรื่องราวเกือบทัั้งหมดของหนังเป็นเรืองของเด็กคนหนึ่งที่หลงใหลเกี่ยวกับการฉายหนังและแผ่นฟิลม์ มากในระดับที่สุดท้าย อัลเฟรดโด้ ผู้เป็นทั้งเพื่อน เป็นกุนซือและพ่อบุญธรรม ยอมทำการสอนเทคนิคทั้งหมดเกี่ยวกับการดำเนินการฉายภาพยนตร์ เรื่องบังเอิญถึงจุดที่ว่าเด็กคนนี้ได้มีโอกาสใช้งานเครื่องฉายตั้งแต่เด็ก เพราะทั้งเมืองมีเด็กคนนี้คนเดียวที่ใช้เครื่องเป็น จนโตก็ยังมีโอกาสได้ใช้เครื่องถ่ายภาพยนตร์อีกด้วย (เข้าทำนองเดียวกับการที่หนังสือ Outliers อธิบายเรื่องของโอกาส)

จากนั้นมีจุดหักเหด้านความรัก ทำให้หนุ่มคนนี้ต้องทิ้งทุกอย่าง ไม่ว่าจะบ้านเกิด คนรัก เพื่อมุ่งเข้าสู่เมืองหลวงอย่างกรุงโรม เพื่อไขว่คว้าความสำเร็จ ตัวหนังไม่ได้อธิบายรายละเอียดว่าทำสำเร็จได้อย่างไร แต่บอกเพียงว่าอีก 30 ปีต่อมาเป็นนักทำหนังที่ประสบความสำเร็จระดับที่เดินไปไหนผู้คนจดจำได้ 

รายละเอียดต่างๆของหนังนั้นงดงามครับ แม้ว่าเราอาจไม่ได้เคยดูหนังขาวดำและหนังเก่าๆ ที่ฉายแทรกเป็นระยะๆ ตลอดทั้งเรื่องนั่นเลยก็ตาม ส่วนที่ชอบมากดูเหมือนจะเป็นเพลงประกอบ ลองชมได้จาก Trailer ด้านบนซึ่งเพลงนั้นจะใช้ในหนังจริงๆ ด้วย หลายๆ เพลงให้ความรู้สึกคุ้นเคยติดหูอย่างประหลาด อาจเป็นเพราะว่ามีการนำมาใช้กับโอกาสต่างๆ มากมาย เหมือนเพลงประกอบหนังดังหลายๆ เรื่อง

จุดที่น่าเสียดายเกี่ยวกับตัวเองคือตัวหนังนั้นพูดภาษาอิตาเลียน แต่แผ่น DVD นั้นมี Option ให้เลือกบทบรรยายทั้งอังกฤษและภาษาไทย 
แต่ผมกลับเลือกแปลงไฟล์ลง iPhone ด้วยบทบรรยายไทย ซึ่งทำบทบรรยายได้แย่เกือบถึงระดับที่ภาษานักดูเรียกกันว่า "ซับนรก" เพียงแต่มันไม่ได้แย่ถึงระดับนั้น แค่ทำให้ไม่รู้สึกว่ามันลื่นไหลอย่างที่ควรจะเป็น  

หนังเรื่องนี้ให้ข้อคิดสำคัญอย่างหนึ่งคือ การที่เราจะประสบความสำเร็จ บางทีอาจต้องละทิ้งบางอย่างไป เช่นความรักในวัยรุ่นที่เร้าร้อนรุนแรง หรือสภาพแวดล้อมเดิมๆ ที่อาจไม่เอื้ออำนวยต่อการงานอาชีพ ซึ่งการก้าวกระโดดไปข้างหน้าแบบนี้ คนที่มองเห็นมันจนทะลุคือคนใกล้ตัวที่ผ่านชีวิตที่คล้ายกันมาก่อน (ส่วนนี้อาจเป็นการตอบคำถามจากพ่อแม่สู่ลูกในหนัง Melody

ในโลกแห่งความจริง อะไรสำคัญกว่ากันระหว่าง การทะเยอทะยานมุ่งไขว่คว้าความสำเร็จโดยอาจต้องละทิ้งความสัมพันธ์ กับการทำงานให้มีคุณค่าระดับหนึ่ง และอยู่อย่างมีความสุขกับคนที่เรารัก แม้ว่าโดยภาพรวมแล้ว เราอาจเป็นเพียงแค่คน "ธรรมดา" ที่ไม่เคยมีใครจดจำเลยก็ตาม...

บันทึกความประทับใจจาก Melody (1971)

ช่วงนี้พบว่า DVD ถูกลิขสิทธิ์นั้นมีราคาถูกกว่าการลงแรงดาวน์โหลดเสียอีก (ราคาประมาณ 60-90 บาท) 

ผมเลยกว้านซื้อหนังที่อยากดูในวัยเด็ก แต่ไม่ได้ดูมาเก็บเอาไว้ แล้วค่อยๆ แปลงเป็น mp4 ใส่ iPhone ดูอีกทีหนึ่ง 

เพราะสะดวกกว่าตรงที่ดูได้ทุกเวลาแม้แต่ช่วงเวลาเอนกายลงนอน

ขอพูดถึงความทับใจจากเนื้อหาของ Melody (1971) ต่อจากคราวที่พึ่งได้แผ่นมาต่อนะครับ (เนื้อหาบางส่วนอาจมี Spoiled) 
36-20050517032928

  • นางเอก Tracy Hyde น่ารักมากๆ แม้จะเทียบกับมาตรฐานปัจจุบัน ถ้าเราเกิดยุคนั้น คงเข้าใจว่าเธอจะโด่งดังและประสบความสำเร็จอย่างแน่นอน แต่ปัจจุบันเวลาผ่านไปเกือบ 40 ปีแล้ว เราจะพบว่าเธอเป็นนักแสดงที่มีงานในระดับหนึ่งเท่านั้น
  • พระเอก Mark Lester นั้นดูเด็กมากๆ และตัวเตี้ยกว่านางเอกเสียอีก เนื่องจากพัฒนาการในวัยนั้น ในเวลานั้นพระเอกอายุ 13 ส่วนนางเอกน้อยกว่า 1 ปี
  • พระรองอย่าง Jack Wild (ภาพล่าง) ที่ต่อมาถือว่าประสบความสำเร็จมากกว่าเพื่อนๆ ตอนแสดงอายุ 18-19 แล้ว แต่แอ๊บเด็กกับเค้าได้อีก!! (เสียชีวิตในปี 2006 ขอไว้อาลัยให้กับลุงแจ๊คด้วยครับ)
  • เพลงจาก Bee Gees ประกอบทั้งเรื่อง ผมสงสัยว่าในวันนั้น Reverb-Delay Effect อาจเป็นของเล่นใหม่ เพราะเห็นการ Overused เยอะมากๆ โดยเฉพาะเพลง In the morning ฉากเปิดตัว เสียงร้องนั้นถูกดีเลย์มากเกินไป จนถ้าเทียบมาตรฐานปัจจุบัน อาจถือว่าฟังไม่ไพเราะได้เลย
  • การเดินเข้าห้องเรียนของเด็กเละเทะมากๆ ทำให้ผมนึกถึงโรงเรียนของตัวเองว่าเดินเข้าเรียนอย่างกับทหารเลยจริงๆ
  • เนื้อหาการสอนแสดงให้เห็นถึงความอนุรักษณ์นิยมมากๆ ซึ่งก็ไม่ต่างจากที่ผมเรียนในโรงเรียนไทยเท่าไรนัก มีอยู่ตอนเป็นวิชาศาสนา มีการบอกให้เด็กยิวออกไปเรียนด้วยตนเอง ก็แฟร์ดีครับ ไม่ขอวิจารณ์เรื่องนี้ในบ้านเรานะ :P
  • มีการหวดเด็กแบบโรงเรียนไทย แต่ทำในห้องพักครู ขณะที่ผมเคยโดนฟาดแบบไม่นับ ขณะยืนเคารพธงชาติต่อหน้าเพื่อนนับร้อย (รวมถึงคนรักในวัยเด็กตอนนั้นด้วย) โทษฐานแต่งตัวไม่ถูกใจอาจารย์ :P (บอกตามตรงว่าแค้นมาก เป็นความอับอายต่อเนื่องในอีกหลายปีต่อมา)
  • ฉากสวดมนต์รวม เด็กๆฝากข้อความปากต่อปาก ทีละคน นับสิบคน เพื่อให้เป้าหมายมองหันกลับมา นั้นโดนใจมาก
  • เปียโนเป็นเครื่องดนตรี Accompaniment ในทุกกิจกรรมตั้งแต่เต้นบัลเลต์จนถึงสวดมนต์ บทสวดมนต์ของเราก็เป็นท่วงทำนองเช่นกัน แต่มันเป็นทำนองซ้ำๆ จนน่าเบื่อ และ ใครรู้ความหมายของสิ่งที่ร้องออกมาบ้าง?
  • การเต้นรำดิสโก้ในหนังนั้น ดูแข็งขัดขืนมาก ไม่ใช่แข็งเพราะท่าหุ่นยนต์ เข้าใจว่าเป็นยุคเริ่มต้นที่อยู่ในช่วงทดลอง อีกเพียง 10 ปีต่อมาเราเห็น MJ เต้นอย่างพริ้วไหวบน MTV
  • มีคำถามที่คาใจผมมาตั้งแต่ผมอายุ 12 หลุดออกมาจากปากนางเอกว่า ถ้าเรารักกันอยากอยู่ด้วยกัน ทำไมจะทำไม่ได้? คำถามนี้ถึงวันนี้ผมยังหาคำตอบให้กับตัวเองไม่ได้เช่นกัน ไม่ใช่แค่เรื่องของความรับผิดชอบตัวเอง แต่มันโยงไปถึงคำถามที่ว่าเราเกิดมาเพื่อทำไมกัน? วัยเจริญพันธุ์ของมนุษย์เราเริ่มต้นตั้งแต่ 11-15 ปี แต่วัยที่ถือว่ารับผิดชอบตัวเองได้เริ่มต้นได้นั้นไม่เท่ากัน ด้วยเหตุผลของการเรียนที่ยาวนานขึ้น บางคนอาจเริ่มรู้สึกรับผิดชอบตัวเองได้ตอนอายุ 28 หรือมากกว่านั้น ขณะที่บางคนไม่ได้เรียนหนังสือนานอาจเริ่มรับผิดชอบตัวเองตั้งแต่ 10 ขวบก็เป็นได้ 
  • หนังจบแบบ Happy Ending ตามสไตล์แต่ทิ้งข้อสงสัยให้กับคนขี้สงสัยอย่างผมมากว่า แล้วไงต่อ?

ดูจบแล้วคิดถึงเธอนะ... :P