Cinema Paradiso: The New Version
เหมือนคนส่วนใหญ่ทั่วไป ผมคิดว่าผมเป็นคนชอบดูหนังคนหนึ่ง (ความชอบดูหนังน่าจะสามัญมากๆ จนไม่เคยคิดจะบอกใคร :P)
แต่เมื่อพิจารณาอย่างลึกซึ้งและย้อนกลับไป ผู้เขียนพบว่าตัวเองหลงใหลในบรรยากาศการดูหนังกลางแปลง มากกว่าการดูเนื้อหาของหนังเสียอีก
กลิ่นลูกชิ้นทอด ก๋วยเตี๋ยวหลอด เสียงแห่งความวุ่นวายจากร้านค้า ผู้คนสับสนปนเสียงกลางไปทางแหลมจากเสียงลำโพงบ้านๆ สะท้อนเสียงให้ก้องจากตึกรามในบริเวณที่หนังกำลังฉายอยู่
ย้อนกลับไปก่อนหน้าหนังจะฉายอีกนิด เราจะพบซุ้มเล่นเกมกดหรือคนขายขนมตังเมที่ปกติจะไม่เคยผ่านมาแถวนี้ และมากกว่านั้น เราจะได้ชมกายกรรมการปีนเสาระดับ 8-10 เมตรขึ้นไปเพื่อกางผ้าใบสีขาวเนียนสำหรับใช้ฉายแสง ผ้าใบถูกตรึงไว้กลางลานดูสง่างาม
ความสนใจทั้งหมดของผมมุ่งสู่ เครื่องฉายหนัง มีปล่องควันลอยขึ้นฟ้ายามฉาย เราจะเห็นทีมงานฉายหนังหรือที่เรียกว่า Projectionist ทำการเตรียมแผ่นฟิล์ม บางครั้งมีการตัดต่อด้วยกรรไกรกับเทปใส ภาพที่จำได้ดีคือการหมุนวงฟิล์มตั้งแต่ตอนเตรียมงานไปจนถึงระหว่างฉาย เครื่องฉายหนังที่กำลังทำงาน เสียงของวงล้มฟิลม์และปล่องควันลอยขึ้นฟ้านั้นดึงดูดใจผู้เขียน จนมีความฝันแบบขำๆ ให้ขนมก้าก้า คัมคัม (ใครไม่ใช่วัยรุ่นยุค 90 คงไม่รู้ว่ามันคืออะไร) แถมเครื่องฉายหนังขนาดเล็ก พร้อมจอมาในห่อขนม เพื่อผมสามารถดูหนังส่วนตัวใต้ผ้าห่มก่อนนอน น่าสนุกที่ความฝันนี้ เป็นความเป็นจริงในเวลาต่อมา แม้ว่าไม่มีเครื่องฉายหนังขนาดเล็ก แต่ก็มีเครื่องเล่นภาพยนตร์ในขนาดเล็กกว่าฝ่ามือไว้ดูเมื่อไรก็ตามที่ต้องการ และในทุกสภาวการณ์ ซึ่งถือว่าดีกว่าเครื่องฉายหนังขนาดเล็กเสียอีก
บรรยากาศเกี่ยวกับการฉายหนังที่กล่าวมา ล้วนถูกนำเสนอในหนัง Cinema Paradiso (1988) อย่างชัดเจนแจ่มแจ้ง เพียงแต่เปลี่ยนบรรยากาศจากหนังกลางแปลงใจกลางกรุงเทพฯ มาเป็นโรงภาพยนตร์เล็กๆในเกาะซิซิลี่ ทางตอนใต้ของอิตาลี่เท่านั้นเอง
หนังเรื่องนี้ ต้นฉบับเริ่มฉายในปี 1988 แต่เวอร์ชันที่ผมดู เป็นเวอร์ชัน Director Cut (The New Version) ที่เพิ่มความยาวตอนท้ายเข้าไปจนความยาวรวมเกือบ 3 ชั่วโมง ออกฉายในปี 2002 ความยาวระดับนี้ ผมใช้เวลาดูวันละชั่วโมง ดูสามวันจึงจบ
เรื่องราวเกือบทัั้งหมดของหนังเป็นเรืองของเด็กคนหนึ่งที่หลงใหลเกี่ยวกับการฉายหนังและแผ่นฟิลม์ มากในระดับที่สุดท้าย อัลเฟรดโด้ ผู้เป็นทั้งเพื่อน เป็นกุนซือและพ่อบุญธรรม ยอมทำการสอนเทคนิคทั้งหมดเกี่ยวกับการดำเนินการฉายภาพยนตร์ เรื่องบังเอิญถึงจุดที่ว่าเด็กคนนี้ได้มีโอกาสใช้งานเครื่องฉายตั้งแต่เด็ก เพราะทั้งเมืองมีเด็กคนนี้คนเดียวที่ใช้เครื่องเป็น จนโตก็ยังมีโอกาสได้ใช้เครื่องถ่ายภาพยนตร์อีกด้วย (เข้าทำนองเดียวกับการที่หนังสือ Outliers อธิบายเรื่องของโอกาส)
จากนั้นมีจุดหักเหด้านความรัก ทำให้หนุ่มคนนี้ต้องทิ้งทุกอย่าง ไม่ว่าจะบ้านเกิด คนรัก เพื่อมุ่งเข้าสู่เมืองหลวงอย่างกรุงโรม เพื่อไขว่คว้าความสำเร็จ ตัวหนังไม่ได้อธิบายรายละเอียดว่าทำสำเร็จได้อย่างไร แต่บอกเพียงว่าอีก 30 ปีต่อมาเป็นนักทำหนังที่ประสบความสำเร็จระดับที่เดินไปไหนผู้คนจดจำได้
รายละเอียดต่างๆของหนังนั้นงดงามครับ แม้ว่าเราอาจไม่ได้เคยดูหนังขาวดำและหนังเก่าๆ ที่ฉายแทรกเป็นระยะๆ ตลอดทั้งเรื่องนั่นเลยก็ตาม ส่วนที่ชอบมากดูเหมือนจะเป็นเพลงประกอบ ลองชมได้จาก Trailer ด้านบนซึ่งเพลงนั้นจะใช้ในหนังจริงๆ ด้วย หลายๆ เพลงให้ความรู้สึกคุ้นเคยติดหูอย่างประหลาด อาจเป็นเพราะว่ามีการนำมาใช้กับโอกาสต่างๆ มากมาย เหมือนเพลงประกอบหนังดังหลายๆ เรื่อง
จุดที่น่าเสียดายเกี่ยวกับตัวเองคือตัวหนังนั้นพูดภาษาอิตาเลียน แต่แผ่น DVD นั้นมี Option ให้เลือกบทบรรยายทั้งอังกฤษและภาษาไทย
แต่ผมกลับเลือกแปลงไฟล์ลง iPhone ด้วยบทบรรยายไทย ซึ่งทำบทบรรยายได้แย่เกือบถึงระดับที่ภาษานักดูเรียกกันว่า "ซับนรก" เพียงแต่มันไม่ได้แย่ถึงระดับนั้น แค่ทำให้ไม่รู้สึกว่ามันลื่นไหลอย่างที่ควรจะเป็น
หนังเรื่องนี้ให้ข้อคิดสำคัญอย่างหนึ่งคือ การที่เราจะประสบความสำเร็จ บางทีอาจต้องละทิ้งบางอย่างไป เช่นความรักในวัยรุ่นที่เร้าร้อนรุนแรง หรือสภาพแวดล้อมเดิมๆ ที่อาจไม่เอื้ออำนวยต่อการงานอาชีพ ซึ่งการก้าวกระโดดไปข้างหน้าแบบนี้ คนที่มองเห็นมันจนทะลุคือคนใกล้ตัวที่ผ่านชีวิตที่คล้ายกันมาก่อน (ส่วนนี้อาจเป็นการตอบคำถามจากพ่อแม่สู่ลูกในหนัง Melody)
ในโลกแห่งความจริง อะไรสำคัญกว่ากันระหว่าง การทะเยอทะยานมุ่งไขว่คว้าความสำเร็จโดยอาจต้องละทิ้งความสัมพันธ์ กับการทำงานให้มีคุณค่าระดับหนึ่ง และอยู่อย่างมีความสุขกับคนที่เรารัก แม้ว่าโดยภาพรวมแล้ว เราอาจเป็นเพียงแค่คน "ธรรมดา" ที่ไม่เคยมีใครจดจำเลยก็ตาม...



