Filed under: ภาษาไทย

เมื่อมี "สุภาพ" จึงต้องมี "หยาบคาย"

อ่าน Tweets ของวันนี้ แล้วเห็นมีการบ่นถึงประเดน "การหยาบคายในที่สาธารณะ" (Public Timeline)

กระบวนความคิดของผม แบ่งความหยาบคายออกเป็น 2 แบบคือจาก "การกระทำ" และจาก "วาจา"

ในที่นี้พูดถึงแต่เรื่อง Tweets ก็ตัดเรื่องการกระทำทิ้งออกไป นั้นก็เหลือแต่เรื่องของวาจา หรือการใช้ภาษา

"ภาษา" จะหยาบคาย หรือจะสุภาพ นั้นเกิดจาก "การรับรู้" ของผู้รับสาร (เราพูดกู-มึง กับเพื่อนโดยที่เพื่อนเราไม่รู้สึกว่ามันหยาบคาย) 

และ "การรับรู้" ที่เปลี่ยนไปจากอย่างหนึ่งไปสู่อีกอย่างหนึ่ง (วิวัฒน์) นั้นเกิดจากความต้องการที่จะสร้าง "สำนึกในความแตกต่าง" ถ้าไม่ต้องการสร้างสำนึกในความแตกต่าง ก็ไม่จำเป็นต้องสร้างความหมายของคำว่า "เรา" ออกมาเป็นคำต่างๆ ที่มีความหมายเหมือนกัน (Synonyms) ถึงมากมายได้ขนาดนี้เพื่อใช้กันตั้งแต่ ไพร่จนไปถึงผู้ดี จากผู้ที่อาศัยบน "พื้นดิน" ไปจนถึงผู้อาศัยอยู่บน "ฟ้า"

ในฐานะผู้ที่ได้รับการอบรมมา "ผม" ขอเลือกใช้คำเรียกตัวเองในแบบที่ปลอดภัยที่สุด เพื่อฟังแล้ว "ระคายหู" คนทุกชนชั้น (แม้จะมีข้อห้ามสำหรับคำสามัญเช่น "กระผม" จะยังไม่สามารถใช้กับบางชนชั้นได้ก็ตาม)

ในฐานะผู้ที่นิยมความเท่าเทียมกันของมนุษย์ ผมมีสิทธิ์ที่จะเลือกใช้คำแทนตัวเองได้ "อย่างหลากหลาย" ด้วยความสนุกกับการใช้งานภาษา กับผู้รับสารที่เรามั่นใจว่าจะไม่มี "การแบ่งชนชั้น" ทางภาษาจากเรา 

เมื่อไม่ต้องคิดว่ามัน "สุภาพ" ก็ไม่ต้องคิดว่ามัน 'หยาบคาย" :D

ภาษาไทย = ราชบัณฑิต

จากบทความ "วันภาษาไทยแห่งชาติ" โดย คำ ผกา มติชนสุดฯ August 7, 2009

ปัญหามันอาจไม่ได้อยู่ที่วัยรุ่นหรืออยู่ที่คนใช้ภาษาไทย แต่อยู่ที่ตัวของ "ภาษา" เองที่ดั๊น มามีกฏเกณฑ์ยุ่งยากซับซ้อนเกินกว่าสามัญชนจะเข้าใจ หรือบางทีเหตุที่มาที่ไปของการสะกดอย่างนี้แต่ไม่สะกดอย่างนั้นอาจจะไม่ได้มาจากหลักเกณฑ์ศักดิ์สิทธิ์ที่ไหนหรอก แต่มาจากความ "เห็นชอบ" ของกลุ่มบุคคลที่ได้ชื่อว่าเป็น "ราชบัณฑิต"
คำถามเดียวกันนี้ผมเคยถามอาจารย์ภาษาไทยตอน ป.3

ก็ใคร-ใคร้-ใคร มาบอกเราว่า ต้องเป็นไอศกรีมนะไม่ใช่ไอสครีม อ้อ แล้วคำว่า "ครีม" เนี้ย เราเรียกมันว่าอะไรในภาษาไทย

ส่วนตัวไม่ได้ซีเรียสเรื่องการวิวัฒน์ (วิบัติ!?) ของภาษาไทย แต่จะพยายามใช้ให้เหมือนกับ "คนส่วนใหญ่" ที่สุด เพื่อเป็น "มารยาท" ในการสื่อสาร อย่างน้อยที่สุดคือเพื่อคนอ่านจะอ่านได้ปกติสุข

ในบทความเดียวกัน ยังยกข้อเขียนของ มูอมัด บิน มูดอ/มกุฏ อรฤดี หัวข้อ "พัฒนาการอ่านในประเทศไทยและการดูงานห้องสมุดสิงคโปร์"

"สิ่งสำคัญอีกประการหนึ่งที่ทำให้ห้องสมุดแห่งชาติและคนสิงคโปร์ได้เปรียบชาติอื่นก็คือสิงคโปร์ใช้ภาษากลางหรือภาษาสากลของโลก ทั้งอังกฤษ จีน และภาษาอื่นๆ ในภูมิภาค เช่น มลายู สิงหล ฮินดู ฯลฯ นั่นก็คือ มีหนังสือให้คนสิงคโปร์อ่านไม่ว่าคนนั้นจะอ่านเขียนภาษาใด หนังสือเรื่องสำคัญๆ ทุกยุคสมัย นักเขียนสำคัญของชาติใดก็ตาม นักอ่านสิงคโปร์ู้จักได้ในชั่วข้ามคืนเช่นเดียวกับเจ้าของภาษานั้น เพียงแวะไปที่หอสมุดแห่งชาติหรือห้องสมุดท้องถิ่น"

สอดคล้องกับความคิดของผมอย่างหนึ่ง แต่ด้วยความที่ไม่เคยคิดว่าจะมีลูก เพราะถ้ามีลูก สถานที่แรกที่นึกถึงเพื่อให้เด็กเกิดพัฒนาการทางภาษาสากลคือเกาะสิงคโปร์อย่างไม่ต้องสงสัย

เพราะ Scale of Economy ในการค้าขายหรือทำมาหากินต่างๆ นั้น เทียบไม่ได้เลยกับการเชี่ยวชาญภาษาไทยแต่เพียงอย่างเดียว