[นายช่างคิดตอบคำถาม] ทำไมคนทำงานออฟฟิส...
ทำไมคนทำงานออฟฟิส ถึงแก้ปัญหาความหนาวของแอร์ด้วยการใส่เสื้อทับอีกชั้นแทนที่จะหรี่แอร์?
เป็นคำถามที่นายช่างคิดอย่างผม ผ่านตาใน Twitter และคิดสมมติฐานของคำตอบได้อย่างทันที แน่นอนครับ การแก้ปัญหาด้วยการหรี่แอร์ลงนั้นง่ายแสนง่าย และตรงจุดประสงค์ที่สุด แต่ในความเป็นจริง มันง่ายอย่างนั้นจริงหรือ? เนื่องจากว่าการรับรู้อุณหภูมิของคนเรานั้น เป็นเรื่องสัมพัทธ์ ความหนาวของเราอาจเป็นเฉยๆ ของอีกคนหนึ่งก็ได้ เมื่อเราคิดถึงผู้อื่น นั่นคือมีความเกรงใจ และเมื่อมีความเกรงใจของแต่ละคนมารวมกัน เป็น "ความเกรงใจสะสม Accumulation of Thoughtful"* ที่เพิ่มปริมาณมากขึ้นเรื่อยๆ ตามจำนวนคน เช่นหากมีคนแค่สองคนอยู่ในออฟฟิส และมีตำแหน่งและระดับความอาวุโสเท่าๆ กัน นั้นก็มีความเกรงใจสะสมน้อยพอที่เราจะถามกันว่าควรจะหรีแอร์ดีไหม? หรือกรณีมีพนักงานมากกว่า 20 คน คละตำแหน่งและความอาวุโส มันก็มีความเกรงใจสะสมมากพอที่เราจะเลือกแก้ปัญหาของตัวเองด้วยการหยิบเสื้อคลุมมาใส่อีกชั้น แทนที่จะหรี่แอร์ลงอีกหน่อย ซึ่งการหรีแอร์ลง หรือการเพิ่มอุณหภูมิ ก็มีความคำถามตามมาอีก ว่าควรจะเพิ่มมากน้อยเท่าไรดี?
ภาพออฟฟิสของของบริษัทเกิดใหม่ Startup ที่ Oslo via Flickr อยู่คนเดียวแบบนี้ ไม่ต้องมีความเกรงใจสะสมและมารยาท :P
วิธีแก้ปัญหา
หลักของการให้น้ำหนักเสียงส่วนมากและไม่ละเลยเสียงส่วนน้อย ของระบอบประชาธิปไตย น่าจะเป็นคำตอบที่ดีที่สุดครับ ในการประชุมพนักงาน เราก็โหวตอุณหภูมิที่เหมาะสมที่สุดมาก่อน เช่น 22 องศาเซลเซียส 24 องศา 26 องศา ก็ว่ากันไปตามอุณหภมิของอารมณ์และความหนาของชั้นไขมันโดยเฉลี่ยของออฟฟิสนั้น ส่วนใครที่ขี้ร้อน หรือขี้หนาวมากๆ ที่ไม่สามารถรับอุณหภูมิกลางนี้ได้ ก็ให้จัดสถานที่พิเศษเพื่อให้คนกลุ่มนี้ตามความเป็นไปได้ของออฟฟิสนั้น
และเพราะอารมณ์คนเรามีขึ้นลง การทำงานของแอร์ก็เช่นกัน เราอาจคิดไปเกินกว่านี้อีกหน่อย เพื่อให้เกิดการยืดหยุ่น โดยให้โหวตต่อว่าเราสามารถเพิ่มอุณหภูมิกลางอีกเท่าไร เมื่อเรารู้สึกหนาวและสังเกตคนในห้องสวมเสื้อคลุมเกินกว่า 50% เช่น 1 หรือ 2 องศาทุกๆ 5 นาที จนกว่าผู้หรี่แอร์จะหายหนาวและเห็นว่ามากกว่า 50% สามารถอยู่ด้วยการไม่ใส่เสื้อคลุมอีกชั้นได้
คิดไปคิดมา กลายเป็นซับซ้อนขึ้นไปอีก ในเมื่อหากนายช่างคิดรู้สึกหนาวขึ้นมาจริงๆ ก็จะเดินไปที่รีโมทแอร์ แล้วตะโกนกลับมาถามว่า "เฮ้ย พวกเราหนาวกันหรือเปล่าน่ะ" คือตัดตอน "ความเกรงใจสะสม" ทิ้งนั้นเอง :P (เหมาะสำหรับใช้กับออฟฟิสเผด็จการที่มีเจ้าของใหญ่ที่สุดคือเรานะครับ)
* ไม่แน่ใจว่า Thoughtful จะมีความหมายเทียบเท่ากับความเกรงใจในภาษาไทยหรือเปล่านะครับ ผู้เชี่ยวชาญทางภาษารบกวนตอบนายช่างคิดทีนะ :D

