Filed under: ชนชั้นกลาง

ต่อยอดประเดน "ค้นหาตัวเอง" กับคุณ @adct2luv

ได้มีโอกาสสนทนาสั้นๆ กับคุณมาช (@adct2luv) ทางทวิตเตอร์ในประเดนเกี่ยวกับ "การค้นหาตัวเอง" แล้วยังมีความคิด คำถามบางอย่างวนเวียนอยู่ในหัว ผมเลยลองถ่ายทอดมันออกมาด้วยการเขียนดูครับ เพื่อให้ความคิดตัวเองว่างเปล่า จะได้ทำงานอื่นต่อได้ (สักที) :D

----

"ค้นหาตัวเอง" วาทกรรมที่คาดหวังกับคนชั้นกลางในเมืองใหญ่่

"ค้นหาตัวเอง" เป็นวาทกรรมของสังคมสมัยใหม่ที่เรียกร้องให้คนเราต้องหาสิ่งที่ตัวเองถนัด ชอบ และรักที่จะทำมัน เกือบทั้งหมดโยงอยู่กับเรื่องปากท้อง คือการทำมาหากินนั่นเอง

พิจารณาดูดีๆ แล้วการค้นหาความชอบ ความเชี่ยวชาญเฉพาะ น่าจะเป็นเรื่องเฉพาะของชนชั้นกลางในสังคมเมืองที่มีความหลากหลายสูงมาก คนชั้นสูงไม่เคยถูกคาดหวังให้ "ค้นพบตัวเอง" เพราะจะมีธุรกิจครอบครัวหรืองานที่ให้ผลตอบแทนสูง หรือแม้แต่มรดกดั้งเดิมจากบรรพบุรุษที่มากพอที่จะไม่ต้องดิ้นรนหาความชอบพิเศษในการทำงาน คนชั้นล่างยิ่งไม่ต้องพูดถึง เพราะแม้ว่าจะทำงานหนักเพียงไหน ผลตอบแทนทางเศรษฐกิจมักไม่มากพอให้พวกเขาดำรงชีพได้อย่างสบายๆ จนสามารถค้นหาความเชี่ยวชาญหรือความชอบในงานที่อยากทำ ที่สามารถเลือกที่จะทำหรือไม่ทำได้ (คงตลกมาก หากคุณได้พูดคุยกับคนงานก่อสร้างแล้วพวกเขาบอกว่า นี่คือสิ่งที่พวกเขาค้นหาตัวเองจนเจอ :P)

คนชั้นกลางโดยธรรมชาติคือกลุ่มที่ห่างไกลจากการดิ้นรนเรื่องปากท้องไปแล้ว และพยายามจะยกระดับตัวเองในแง่ของเศรษฐกิจให้สูงขึ้นเรื่อยๆ การทำมาหากินด้วยความรักในงานและความเชี่ยวชาญเฉพาะจึงเป็นสิ่งที่จำเป็นมากๆ โดยเฉพาะหากต้องการที่จะยกระดับ แม้ว่าเวลาพูดถึงความชอบในงาน เรามักจะไม่พูดถึงหรือเชื่อมโยงเกี่ยวกับเรื่องเงินเรื่องเศรษฐกิจเลยก็ตาม 

และต้องเป็นคนชั้นกลางในเมืองที่มีความหลากหลายสูงเท่านั้น ที่จะถูกคาดหวังเรื่องการค้นหาตัวเองเป็นพิเศษ เพราะหากเป็นคนชั้นกลางต่างจังหวัด จะมีความหลากหลายในอาชีพตามความหลากหลายทางธุรกิจของท้องถิ่นนั้น  ถ้าท้องถิ่นนั้นไม่มีความซับซ้อนสูง ไม่มีรูปแบบธุรกิจที่หลากหลาย ทำให้โอกาสการค้นหางานที่ตัวเองชอบมีโอกาสที่จะลดลง ความคาดหวังในการค้นหาตัวเองในสังคมที่มีความซับซ้อนน้อย ย่อมมีไม่มากเท่าสังคมที่ซับซ้อนมากกว่า ลองคิดถึงชนชั้นกลางต่างจังหวัดที่ประกอบอาชีพ ครู ทนายความ แพทย์ พ่อค้า พนักงานรัฐ ฯลฯ ถ้าเรารักในงานที่ไม่มีอยู่ในสังคมนั้น ก็จำเป็นต้องย้ายถิ่นฐาน เช่นนักวาดภาพประกอบสิ่งพิมพ์ หากท้องที่นั้นไม่มี หรือเป็นสิ่งพิมพ์ที่ไม่เน้นภาพประกอบ นักวาดภาพประกอบจะต้องย้ายถิ่นไปอยู่ในที่มีงานรองรับ

น่าแปลกอีกอย่างที่แม้โครงสร้างและความหลากหลายของสังคมและธุรกิจ จะไม่เท่ากันในแต่ละพื้นที่ แต่หลักสูตรการเรียนการสอนของรัฐไทยเรานั้น แคบ (ไม่หลากหลาย) และคล้ายกันมากในทุกพื้นที่ของรัฐ จะด้วยเหตุผลด้านการควบคุมหรือความมักง่ายในการออกแบบหลักสูตรก็ตามแต่ หากเรานำความหลากหลายของหลักสูตรการเรียนการสอนในแต่ละประเทศมาเทียบกัน น่าจะเห็นความเกี่ยวพันธ์ (Correlation) กันระหว่างความหลากหลายของหลักสูตร ของสังคมเมือง ของรูปแบบธุรกิจ และ GDP ได้เป็นอย่างดี (เป็นการนำข้อมูลระดับปฐมภูมิมาคิด ไม่มีหลักฐานชัดเจนในเรื่องนี้ ถ้ามีโอกาสจะลองค้นคว้าและวิจัยเรื่องนี้โดยส่วนตัว)

ก่อนหน้าที่ระบบการศึกษา จะเข้ามามีบทบาทในการยกระดับทางชนชั้น ก่อนหน้าที่สังคมเมืองจะซับซ้อนอย่างในระดับปัจจุบัน เราไม่เคยเปิดโอกาสให้คนเราค้นหาตัวเองได้เท่าไร ลูกชาวนาคือชาวนา ลูกพระยาคือพระยา ค่ำเช้าเฝ้าสีสอ เย็นเข้าหอล่อกามาไปวันๆ นี่น่าจะเป็นการแสดงให้เห็นว่าถ้าเราหลุดพ้นจากเรื่องปากท้องและอยู่ในโครงสร้างชั้นบนสุดของสังคม ที่ไม่ต้องดิ้นรนยกระดับกัน ก็ชอบการตอบสนองหรืองานที่ให้ความสนุก สบาย สะดวก กันทั้งนั้น 

ในโลกแห่งความจริง ผู้เขียนก็ไม่ทราบว่าจะมีประชากรในทุกระดับชั้นเป็นสัดส่วนเท่าไรที่ค้นหาตัวเองจนเจอ มีความชอบความสุขความพอใจในงานที่ทำ แต่ถ้าสมมติว่าคนชั้นกลางคนหนึ่งค้นหาตัวเองไม่เจอ เราจะโทษหลักสูตรการศึกษา หรือโครงสร้างทางเศรษฐกิจ หรือรูปแบบความหลากหลายทางธุรกิจของสังคมนั้นๆ หรือโทษตัวของพวกเขาดี?

ว่าแต่คุณค้นหาตัวเองเจอหรือยังครับ? อยู่ในซอกหลืบไหน? :P

ความแหยของชนชั้นกลางไทย สะท้อนออกมาจากหนังของ GTH โดย @imenn

ได้มีโอกาสอ่าน Comment ของ @imenn (เจ้าสำนักที่น่ายึดเป็นแบบอย่าง ชม http://www.imenn.com) ผ่าน Twitter Stream เป็น Comment ที่อยู่ Blog ของ Symposium 74 อีกทีครับ ด้วยบังเอิญว่า Blog นี้เคยนำบทความผมไปลงทำให้เคยรู้จัก Blog Symposium 74 มาก่อน

โดนใจมาก จนคิดว่าเป็น "Post of The Day" ทิ้งห่างอันดับสองอย่าง http://cssprism.com/ โดย Smashing Magazine ไปเลย
เอาเท่าที่ดูและคิดออกนะครับท่านพี่ (มีหลายคนคิดแบบนี้ครับ เรียกว่า แนวพระเอกแหย แต่ผมหาที่อ้างอิงไม่เจอ)

แฟนฉัน
พระเอกนั้นโลเลระหว่างเลือกจะเป็นแฟน (เพื่อน) น ้อยหน่า กับการได้รับการยอมรับในหมู่เพื่อนชาย (เตะบอล/ตัดหนังยาง ฯลฯ) โลเลที่จะบอกรักและตัดสินใจในความสัมพันธ์

เพื่อนสนิท
พระเอกแอบรัก แต่ไม่กล้าเอ่ยปาก แล้วก็หนีปัญหาไปอีกจังหวัด เจอหญิงสาวแอบรัก แต่ไม่กล้าเอ่ยปากอีกคน

ซีซั่นเช้นจ์ เพราะอากาศเปลี่ยนแปลงบ่อย
พระเอกแทบไม่ตัดสินใจอะไรเลย ตั้งแต่เลือกจะเรียนคณะอะไร/เรียนต่ออะไร จะทำวงจริงจังแค่ไหน เลือกจะบอกรักใคร หรือการไม่กล้าบอกว่า ไม่ชอบกินผัก ฯลฯ

ไฟนอลสกอร์ 365 วัน ตามติดชีวิตเด็กเอนท์
อันนี้ชีวิตจริงของเด็กเอนท์ ถือว่าต้องเคว้งคว้างเป็นธรรมดา พ่อแม่อยากให้เอนท์ติด เด็กคงไม่กล้าตัดสินใจเป็นแบบอื่นอยู่แล้ว

สายลับจับบ้านเล็ก
นางเอกยอมเป็นเมียน้อยเผื่อจะได้ซื้อบ้าน ถือว่าตัดสินใจนิดนึงละกัน แต่มันก็เคว้งคว้างและไม่ค่อยแก้ปัญหา ส่วนพระเอกก็เป็นแนวชิว ไหลไปเรื่อย เป็นแนวไม่ค่อยแก้ปัญหาอีกคน

ปิดเทอมใหญ่หัวใจว้าวุ่น
คู่เด็กผู้ชาย 2 คน กับผู้หญิง – อันนี้ผู้หญิงเป็นแนวโลเลไม่ตัดสินใจ ไม่รู้จะคบใคร จะดูทีวีหรือฟังไอพอด, เด็กมัธยมกรี๊ดดารา อันนี้ปกติละกัน, คู่ผู้ใหญ่ที่เกือบนอกใจ ฝ่ายชายก็แนวโลเลที่ไปกับสาวญี่ปุ่นแล้วอ้ำๆ อึ้งๆ, คู่ผู้ใหญ่แอบรัก อันนี้ชัดเจนมาก ว่าแหย ไม่กล้าตัดสินใจ ไม่แก้ปัญหา

ที่บอกนี้ ไม่ใช่ว่าหนังเหล่านี้ไม่สนุกนะครับ ก็ดูเพลินทุกเรื่อง เพียงแต่มันสะท้อนบุคลิกชนชั้นกลางไทยมากไปหน่อย แนวๆ ไม่ตัดสินใจ ไม่แก้ปัญหา ปล่อยให้คนอื่นชี้นำ โทษฟ้าดินและทักษิณ เอ๊ย ไม่ช่ายยยยย 
Icon_razz

ยินดีรับฟังความคิดเห็นท่านพี่ทุกท่านนะครับ
+10 ครับ ประเดนนี้ ถ้าได้ทำความเข้าใจตั้งแต่ช่วงวัยรุ่น ผมเองคงจะแหย น้อยกว่านี้ : P