ประสบการณ์กู้ข้อมูลบน Windows Server 2008 R2

คนทำอาชีพเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์คงมีประสบการณ์กู้ข้อมูลทั้งในระดับส่วนตัวและในการทำงานจริงที่มีความคาดหวังของคนอื่นมาข้องเกี่ยว ซึ่งอย่างหลังนี้ถ้าทำเป็นงานที่ได้เงินจะเรียกว่าระดับอาชีพเลยก็ได้

เนื่องจากมีประสบการณ์จัดการกับข้อมูล ทั้งแบ๊คอัพและกู้คืนมาในทุก Platform ตั้งแต่ Windows, Mac OS ไปจนถึง Linux หรือแม้แต่บน iPhone ก็เคยทำมาหลายครั้ง ช่วงหลังเริ่มรู้จักคนมากขึ้น จากการทำแบบน้ำใจ กลายเป็นธุรกิจเล็กๆ เกี่ยวกับการให้บริการและปรึกษาเกี่ยวกับการทำ Backup ข้อมูล มีกรณีศึกษาล่าสุดกับลูกค้าธุรกิจที่ใช้ Windows Server 2008 R2 เริ่มต้นทำมาตั้งแต่ปี 2009 จนกระทั่งต้องใช้การกู้คืนข้อมูลในปี 2011 (ไม่กี่วันก่อนนี้เอง) เรื่องนี้มาความน่าสนใจนิดหน่อย จึงบันทึกทิ้งเอาไว้เป็นความทรงจำครับ

บ่ายวันศุกร์ที่ 23 กันยายน 2554

ผู้เขียนได้รับโทรศัพท์จากลูกค้า รับแจ้งเรื่อง Server มีปัญหาระดับเปิดไม่ได้ ให้เข้ามาดูด่วน แต่ตอนนั้นผู้เขียนยังคงอยู่สนามบินเชียงใหม่ กำลังจะบินกลับมากรุงเทพฯพอดีจึงตอบกลับไปว่าจะเข้าไปดูในวันเสาร์แทน พอกลับถึงบ้านผู้เขียนรีบเปิด Remote Desktop เพื่อเช็คทันทีว่าเป็นอะไรมากไหม และพบว่ามันทำงานได้ปกติ

วันเสาร์ที่ 24 กันยายน 2554

จึงเข้าไปเช็คอย่างสบายใจ แต่กลับพบว่าเครื่องเริ่มแสดงปัญหาให้เห็นเช่น HDD (Harddisk Drive) เริ่มส่งเสียง และเครื่องลูก (Client) เข้าเช็คไฟล์ได้ช้ามากๆ รวมไปถึงการทำ Backup ก็ทำไม่สำเร็จเพราะอ่านไฟล์ไม่ได้ อาการนี้มันชัดว่าปัญหามาจาก HDD เลยคิดจะกู้คืนโดยจะนำข้อมูลล่าสุดที่ Backup สำเร็จคือวันที่ 22 มาแทนที่

วันจันทร์ที่ 26 กันยายน 2554

ผู้เขียน เขียนแผนการดำเนินการส่งฝ่าย IT ให้บริษัทลูกค้า เพื่อให้ส่งต่อให้ทุกฝ่ายที่ใช้งานเครื่อง Server ต่อไป

วันอังคารที่ 27 กันยายน 2554

หลังจากแจ้งแผนการทำงานกับทุกฝ่ายแล้ว ก็ทำการเปลี่ยน HDD ใหม่แทนที่ตัวเดิม และดำเนินการนำข้อมูลที่ทำ Backup เอาไว้มาแทน จุดวิกฤติเร่ิมตรงนี้ครับ คือหลังจากบูตเข้าโหมด Repair/Recovery ของ Windows Server 2008 R2 แล้ว ระบบดันเห็นแต่ Backup ที่ทำไว้ตั้งแต่ 2 ปีก่อนแต่ไม่เห็นตัวล่าสุด ทั้งๆ ที่ก่อนจะดำเนินการ ระบบยังแจ้งเองว่าตัวล่าสุดที่มีอยู่คือวันที่ 22 ถึงจุดนี้แล้ว ผู้เขียนยอมรับว่าอึ้งไปเล็กน้อย เพราะไว้ใจระบบ Backup ของ Windows Server นี้มาโดยตลอด แต่สุดท้ายกลับเจอไฟล์ 2 วันแรก นั่นก็เท่ากับว่า ที่เราตั้ง Backup ไว้ทุกวันๆ มันไม่มีความหมายอะไรเลย อย่างไรก็ตาม ผู้เขียนมีแผนสำรองอีกหนึ่งแผน เพราะได้ทำการ Backup ไฟล์ทั้ง Server ขึ้น Online ผ่าน Cloud Storage อีกหนึ่งชั้นด้วย แต่วิธีการนี้ขอเลือกใช้ท้ายที่สุด เพราะใช้เวลากู้คืนไฟล์ทั้งหมด 3 วัน และต้องติดตั้งโปรแกรมบัญชีและฐานข้อมูลใหม่ ในขณะที่ความคาดหวังของลูกค้าคือต้องใช้งานมันทันที ผู้เขียนไม่มีทางเลือก เพราะมองหาหนทางไม่ออก เลยตั้งให้ระบบกู้คืนไฟล์ออนไลน์มาก่อน

วันพุทธที่ 28 กันยายน 2554

หลังจากหาวิธีอยู่นาน ผู้เขียนค้นพบว่าระบบไฟล์ Backup ที่ทำไว้นั้น ยังเก็บไฟล์ล่าสุดของวันที่ 22 ไว้อยู่ แต่ที่ระบบหาไม่เจอ อาจเป็นเพราะโครงสร้างมันพังหลังจากพยายามทำ Backup ในวันเสาร์แล้ว Fail ไฟล์ที่ Windows ทำไว้เป็นไฟล์ VHD (Virtual Hard Drive) ลองนำมันมา Mount ดู ก็พบว่าสามารถใช้งานได้ ก็เลยลองหาวิธีตั้งบูทจาก VHD ดู ก็พบว่าเข้า Windows ได้ซึ่งมหัศจรรย์มากๆ

เพียงแต่ว่าการบูตผ่าน VHD เป็นการบูทผ่าน Drive F: ซึ่งเป็น Drive ใหม่ ขณะที่ซอฟต์แวร์บางตัวอย่าง MySQL Server ของ Microsoft นั้นต้องการรันบน Drive C: เราก็แค่หาทางสำเนาไฟล์ใน Drive F: นั้น ไป Drive C: นั้นก็เป็นอันจบครับ ระบบสามารถบูตทำงานได้ปกติ

วิเคราหะ์จุดอ่อนของระบบ Backup บน Windows Server 2008 R2

ทาง Microsoft แนะนำให้ใช้ Harddrive อีกลูกสำหรับทำการ Backup โดยระบบจะไม่ Mount Harddrive ลูกนั้นให้ User ทั่วไปเห็น เป็นเหตุให้ผู้เขียนมองไม่เห็นไฟล์ VHD ตั้งแต่เริ่มแรก ทำให้นึกไม่ออกว่าทำไม Backup หายไป แต่จริงๆ Backup ไม่ได้หายไป แค่โครงสร้างมันเสียจากการที่ Harddrive ลูกหลักทำท่าว่าจะเสีย ทำให้การเขียนข้อมูลของลูกที่ทำ Backup พังตามไปด้วย แต่ที่มีของ 2 ปีที่แล้วอยู่ เพราะชื่อ Computer มีการเปลี่ยนแปลง ระบบเลยคิดว่าเป็นของคอมพิวเตอร์คนละตัว ที่เราสามารถเรียกได้ว่าจะใช้ตัวไหน พอดีตัวล่าสุดพัง ระบบเลยดึงของปีนั้นมาให้แทน เพราะอยู่อย่างสมบูรณ์

ถ้าเป็น Mac OS นั้น กระบวนการนี้จะง่ายนกว่าอีกมาก โดยเราสามารถ Clone ทั้ง HDD ไปจนถึงระบบ TimeMachine ซึ่งเก็บ Files History เอาไว้ สามารถเลือกย้อนเวลาได้ตามใจชอบ หากธุรกิจของคุณ มีข้อมูลสำคัญ การ Backup ควรทำสองชั้นคือทำกันภายใน (Onsite) และทำภายนอก (Online) หรือถ้าเป็นเครื่อง Mobile Computing อย่าง Laptop แล้ว ควรทำแบบ Offsite (เหมือนแบบ Onsite แต่จะสามารถแบ๊คอัพกลับมายังสำนักงานได้ เหมาะสำหรับองค์กรใหญ่ที่จริงจังเรื่องความปลอดภัย ไม่ต้องการใช้ Cloud Storage) ด้วย เพื่อความปลอดภัยครับ

ปรึกษาการทำ Backup และกู้คืนข้อมูลโดยไม่จำกัด Platform ที่ MR.Backup by GROOV หรือโทร 080-201-1234 ตอนนี้รับเพียงแต่กรุงเทพและปริมณฑลเท่านั้นครับ

ฤาเป็นกลโกงของสายการบิน? ความสำคัญของ Procedure Literacy ในชีวิตประจำวัน

จุดเริ่มต้นของเรื่องราวตอนนี้เกิดจากตอนที่คุณพัชรทวีตเรื่องการที่เพื่อนของเขา ต้องจ่ายเงินเพิ่มในการจองตั๋วเครื่องบิน จากกระบวนการที่อาจออกแบบไม่ดีของ AirAsia


ไม่รู้ UI ของเว็บ Air Asia ถือว่าแย่ป่าว มันทําให้ @Bigaju109 เสียตังค์ค่าตั๋วเพิ่มจาก 4500 กลายเป็น 7800 จากเลือกที่นั่ง+ประกัน -_-


ผู้เขียนผู้เคยมีประสบการณ์ที่คล้ายกัน จากสายการบินเดียวกัน จึงเข้าใจดี โดยในตอนนั้น ผู้เขียนอาจรีบมากเกินจึงกดเลือกว่าจะยอมเสียเงินเพิ่มเพื่อจะได้ที่นั่งใกล้ Cockpit คือใกล้ประตูทางออกมากที่สุด

อันที่จริงคือไม่ได้ตั้งใจกดเลือก แต่กระบวนการนั้นถูกตั้งให้ค่าปริยาย (Default) ไว้แล้ว หมายความว่าหากเราไม่ใส่ใจที่จะปฏิเสธมันจริงๆ ก็จะต้องถูกชาร์จให้จ่ายเงินเพิ่มโดยถ้ารู้ตัวเร็วก็อาจย้อนกลับไปแก้ไขได้ทัน หรือไม่ก็ปล่อยผ่านจนไปค้นพบความจริงหลังจากจ่ายเงินไปแล้ว โดยกรณีของผู้เขียนที่เป็นคนจองให้คนอื่นนั้น ถึงกับค้นพบความจริงหลังจากที่ผู้โดยสารรายนั้น ถูกเรียกตัวให้ขึ้นเครื่องบินก่อนใครไปแล้วเลยทีเดียว

ผู้เขียนไม่แน่ใจว่าทางสายการบิน AirAsia มีนโยบายคืนเงินหลังจากความผิดพลาดนี้หรือไม่ แต่กรณีของผู้เขียนเป็นเงินหลักไม่กี่ร้อยบาทที่การเรียกร้องสิทธิ์คืน อาจใช้เวลาที่ตีเป็นมูลค่าสูงกว่า จึงมองผ่านเลยไป ขณะที่เราต้องยอมรับว่า กระบวนการจองตั๋วเครื่องบินของ AirAsia นั้น มีความ “พิเศษ” ไม่เหมือนสายการบินอื่นจริงๆ

กลโกงของสายการบิน?

ต้องขอออกตัวก่อนว่าผู้เขียนมีอคติ (ฉันทาคติ) ต่อสายการบิน AiaAsia เนื่องจากเป็นหนึ่งในสายการบินที่ใช้บริการเป็นประจำในการบินภายในหรือระหว่างประเทศในแถบอาเซียน และยังประทับใจในแนวคิดการบุกเบิกสายการบินต้นทุนต่ำของสายการบินนี้ ที่ตัดค่าใช้จ่ายที่ไม่จำเป็น ที่ฟุ่มเฟือยออก แล้วแบ่งออกเป็นราคาย่อยๆ เพื่อให้ผู้โดยสารเข้าใจที่มาที่ไปของราคาค่าโดยสาร เช่นแยกราคาตั๋วจริงๆ ออกจากภาษีสนามบิน แยกค่าการของการเลือกที่นั่ง ราคาอาหาร และค่าประกันภัยออกจากกัน ฯลฯ แม้ว่าที่สุดแล้ว ราคาค่าโดยสารอาจไม่ถูกหรืออาจแพงกว่าสายการบินอื่นๆ บนเส้นทางเดียวกัน ในช่วงเวลาเดียวกันด้วยซ้ำ (การคิดราคาค่าโดยสาร เป็นระบบคิดแบบ Supply vs Demand จองก่อนล่วงหน้านานๆ มักจะได้ราคาถูก จองใกล้ๆ ระยะกระชั้น จะได้ราคาแพงมาก)

แต่อย่างไรก็ตาม ผู้เขียนค้นพบว่าสายการบิน AirAsia มีวิธีหาเงินเพิ่มจากผู้โดยสารผ่านการบวนการออกแบบวิธีการจองแบบโต้สัญชาตญาณ (Counter Intuitive) โดยอิงจากวิธีการออกแบบการใช้งาน (User Interface/User Experience Design) จากวิธีการจองของสายการบินอื่นๆ ชัดเจน โดยเฉพาะในส่วนที่เป็น มูลค่าเพิ่มอย่างการเลือกที่นั่งหรือการทำประกันภัย

เพื่อการนี้ ผู้เขียนจะจำลองการจองตั๋วโดยสารเครื่องบินใหม่ บนเว็บ AirAsia.com

ภาพแรก เราจะเห็นว่ากระบวนการจองตั๋วนั้น เป็นรูปแบบมาตรฐานเหมือนสายบินทั่วไป กล่าวคือหลังจากระบุวันและปลายทางที่ต้องการแล้ว ทางสายการบินจะเสนอราคา เริ่มต้น และถ้าเราตกลงใจเลือกเที่ยวบินแล้ว ก็ Check ยอมรับและกด “Continue” เพื่อดำเนินการต่อ ขั้นตอนนี้เป็นขั้นตอนที่เข้าใจง่าย และทำตามสามัญปฏิบัติทั่วไป

ขั้นตอนต่อมา คือการกรอกรายละเอียดผู้โดยสาร เราจะเห็นค่าใช้จ่ายแฝงอื่นๆ เพิ่มเข้ามาในกล่องคิดเงินทางขวา และจะเห็นว่ามีการแยกค่าโหลดสัมภาระต่างหาก ซึ่งหากทางผู้โดยสารเป็นนักท่องเที่ยวแบบเบาๆ ไม่ต้องการโหลดสัมภาระ จำเป็นต้องกดปฏิเสธเอง มิฉะนั้นค่าใช้จ่ายนี้มีมูลค่าถึง 900 บาทแบบไปกลับ ขั้นตอนนี้ยังไม่มีปัญหาต่อผู้ใช้เท่าไร

ขั้นตอนต่อมา คือการเลือกที่นั่ง จะเห็นว่ามีการบังคับเลือกแต่แรก โดยมีค่าใช้จ่ายไปกลับ 700 บาท

หากเราเผลอกดปุ่ม “Confirm and Continue” ด้วยความเคยชินจากการใช้งาน Application ทั่วไป จะเป็นการเลือกที่ตามที่ระบุไว้ และเราจะคิดเงิน มีมูลค่าไปกลับ 700 บาท ซึ่งถือเป็นมูลค่าประมาณ 10% ของมูลค่าการโดยสารระหว่างกรุงเทพ-ฮานอยเลยทีเดียวครับ กรณีที่ไม่ต้องการผู้จอง จำเป็นต้องกดปุ่ม “Remove Seat” เสียก่อน ซึ่งทาง AirAsia ก็แก้ลำในส่วนนี้ด้วยการออก Dialog Box มาแจ้งเราถึงสองครั้งในตอนนี้

ซึ่งถือเป็นการออกแบบที่ผิดไปจากความรู้สึกจากการใช้ทั่วไปมาก

ขั้นตอนต่อมาคือการทำประกันภัย ทาง AirAsia แจ้งราคาก่อนเรียบร้อย และถ้าเราใช้ความคุ้นเคยในส่วนนี้ คลิกยอมรับ และเลือก “Continue” ก็เป็นการรวมค่าประกันภัยในค่าโดยสารทันที ผู้โดยสารมีทางเลือกปฏิเสธด้วยการคลิกปุ่ม Cancel ที่เล็กมากๆ

AiaAsia ยังไม่ยอมแพ้เราง่ายๆ โดยการออก Dialog มาเตือนให้ควรทำประกัน ซึ่งในขั้นตอนนี้ ถ้าเราอาศัยความเคยชิน ตอบ “OK” เราจะถูกกลับไปหน้าเดิม และอาจเกิดการวนลูปไม่รู้จบ ซึ่งผู้ใช้ที่งงๆ อาจจะเลือกคลิกทำประกันให้มันจบๆ ไป เพื่อทางออกจากลูปนี้

ทางออกจากลูปนี้คือตอบ “Cancel” เป็นวิธีการที่ถือว่าโต้สัญชาตญาณการใช้งานคอมพิวเตอร์มากๆ ครับ

ตอบ Cancel แล้วยังไม่พอ AiaAsia ยังมีหน้าที่ถามเราอีกครั้งด้วย หากเรา งงๆ เลือก “Yes…” โดยไม่ต้องกด “Continue” เว็บจะพาเราย้อนกลับไปหน้าทำประกันต่อทันที เราจึงต้องเลือกตอบ “No, Thank You” เพื่อหลุดจากลูปนี้จริงๆ

จึงจะนำทางเราสู่หน้าชำระเงินเสียที จะเห็นว่าหากเราเป็นผู้จองมือใหม่ ที่คุ้นเคยชินกับการกด “Next” “Ok” “Confirm” รัวๆ เราจะถูก AiaAsia ชาร์จเงินเพิ่มจากกระบวนการต่างๆ อีกเพียบ ตั้งแต่ค่าโหลดกระเป๋า ค่าเลือกที่นั่ง ไปจนถึงประกันการเดินทาง ภาพที่ผู้เขียนจับมา เป็นภาพที่เกิดจากการตัดหมดทุกอย่างแล้วตามความคุ้นชิน :P

Scam or Not?

คงต้องเป็นเรื่องที่ตัดสินกันเองจากประสบการณ์ส่วนบุคคล เนื่องจาก AirAsia ได้เขียนแจ้งไว้ทุกอย่างเรียบร้อย เพียงแต่ออกแบบกระบวนการบางอย่างที่ทำให้ผู้ที่คุ้นชินและอาจอ่านข้ามรายละเอียด คลิกตอบรับไปตามความเคยชิน AirAsia ตั้งใจมากที่ออกแบบกระบวนการแบบนี้ เพื่อรองรับการใช้งานของคนทั่วไปแบบนี้

สมัยนึง คนเราจำเป็นต้องรู้ภาษา (มี Literacy) เพื่อป้องกันการถูกเอาเปรียบทางกฏหมาย แต่จากนี้ไป เราจำเป็นต้องอ่านออกและรู้ทัน Procedure Literacy เพื่อป้องกันการเสียเปรียบในแต่ละรายละเอียดชีวิตประจำวัน

แนวทางการแก้ไขปัญหายาเสพย์ติด หากรัฐไทยต้องการจะแก้ไขจริงๆ

แนวทางสงครามยาเสพย์ติดที่รัฐบาลไทยรักไทยนำมาใช้ในสมัยของทักษิณ ชินวัตร อาจให้ผลลัพธ์ที่ค่อนข้างประจักษ์ว่ากระแทกสู่ใจกลางปัญหาได้ แต่ก็ก่อให้เกิดเสียงวิพากษ์วิจารณ์ในเรื่องข้างเคียงมากมาย โดยเฉพาะการละเมิดสิทธิมนุษยชน ที่ทำให้มีคนเสียชีวิตทั้งทางตรงจากเจ้าหน้าที่รัฐ หรือทางอ้อมจากการฆ่าตัดตอนกันเอง กว่า 2500 คน เกิดเสียงวิพากษ์อย่างหนัก

หากการฆ่ากันเป็นเรื่องที่ยากต่อการยอมรับได้ ลองมาดูแนวทางที่ละมุนละไมที่สุด และกระแทกใจกลางปัญหาสำคัญเหมือนกัน นั่นคือ การทำลายระบบนิเวศทางเศรษฐกิจของยาเสพย์ติดด้วยการแจกยาฟรีโดยรัฐเอง

แนวคิดนี้ ไม่ได้ถือเป็นเรื่องใหม่ เพราะมีการดำเนินการเรื่องนี้ในหลายๆ ประเทศนานแล้ว1 (ขอบคุณทวีตของคุณ @Phongsan M.) แนวทางคร่าวๆ เป็นดังนี้ครับ

  • รัฐตั้งหน่วยงานหนึ่งขึ้นมา ทำหน้าที่จัดหาและผลิตยาตามกฏหมาย มีการระบุต้นทุนทุกอย่างตั้งแต่ตัวยาไปจนถึงการดำเนินการ ทำเหมือนดำเนินธุรกิจโดยมีรายได้มาจากรัฐ
  • การแจกยา ก็จะใช้วิธีการตั้งสาขาของการทำธุรกิจ คือขึ้นตรงกับหน่วยงานนั้น ไม่แจกมั่ว มีการบันทึกรายละเอียดของ Stock-Supply Chain ชัดเจน หรืออาจประสานงานเพื่อแจกผ่านโรงพยาบาลรัฐ
  • รัฐจะแจกยาโดยได้ข้อมูลของผู้เสพย์ยา และแจกตาม Dose ของผู้เสพย์ โดยมีแพทย์เป็นที่ปรึกษา ดูแลอย่างใกล้ชิด
  • นอกจากแพทย์แล้วยังมีทีมเฉพาะที่ทำงานร่วมกันเช่นจิตแพทย์ นักพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ ฯลฯ เพื่อติดตามปัญหาส่วนตัวของผู้เสพย์จริงๆ ในกรณีที่ติดยาจากปัญหาอื่นๆ ที่ซับซ้อนกว่าแค่การติดยาตามธรรมดา
  • แนวทางนี้ คือการแก้ปัญหาระยะยาว อาจตั้งไว้ 5-10 ปี หรือมากกว่านั้น ตามผลลัพธ์ที่ลงทุนไป และในทุกปีหน่วยงานนั้นจะแจกแจงรายละเอียดต่างทางสถิติ ข้อมูล ฯลฯ สู่ประชาชนด้วย

ฟังดูอาจใกล้เคียงอุดมคติ การปฏิบัติได้จริงมันขึ้นอยู่กับทุนดำเนินการ ระยะสั้น ระยะยาว แต่มันจะลดปัญหายาเสพย์ติด ถึงขั้นหมดไปได้แน่นอน โดยสามัญสำนึก

ยินดีแลกเปลี่ยนความคิดเห็น หากมีไอเดียนำเสนอ หรือเห็นแย้งใดๆ ครับ

บันทึกความทรงจำข้างหลังภาพ: The Little Turtle

ด้วยความที่เคยถ่ายภาพเต่าแล้วได้รับความนิยมระดับ 300 Likes (ภาพแรก)

เลยคิดว่าการถ่ายภาพเต่ามาลง Instagram อีกครั้งจะเป็นการคงไว้ซึ่งสถานภาพใน Instagram อย่างยิ่ง

แต่รอบนี้ไม่เหมือนรอบที่แล้ว ที่น้องเต่าหลับพอดี ทำให้เราได้ขยับกายไปใกล้ๆ ที่สุด เท่าที่จำทำได้ ก่อนเป็นการรบกวนน้องหนีลงน้ำหายไป รอบนี้น้องเต่าอยู่ไกลจากตลิ่งมาก พอที่กล้องจะส่องไปได้ ขณะที่น้องไม่ได้หลับ แต่ตั้งท่าเหมือนกับท้าทายว่า “ถ้าคุณเข้ามาใกล้อีกนิดนึง ผมจะหนีหายไป” โดยการวางมือเหมือนกำลังเต้น Breakdance ยังไงยังงั้น

อย่างไรก็ดีครับ สุดท้ายก็ถ่ายมาแบบไกลๆ ได้มาประมาณ 6 Shots แล้วนำมาเลือกภาพและโปรเซสประมาณ 3 ขั้นตอน สองแอพเท่านั้นคือ Qbro และ Camera+ ซึ่งถือว่าน้อยกว่ามาตรฐานทั่วไปที่ใช้ และระหว่างทางของการเลือกภาพและโปรเซสได้เกิดปรากฏการณ์ iPhone ค้าง เป็นที่มาของภาพ In the evening อีกด้วย

Image Documentary : In the evening

นานๆ จะได้ภาพที่ถ่ายได้โดยบังเอิญแล้วชอบที เลยขอเขียนรายละเอียดเอาไว้เป็นบันทึกความทรงจำครับ

ผมอยู่ที่พุทธมณฑลเหมือนอย่างเคย ซึ่งเป็นสวนขนาดใหญ่ที่อยู่ใกล้บ้านที่สุด (ขับรถชิลๆ มา 30-40 นาที ถือว่าใกล้แล้ว) วันนั้นตั้งใจจะไปหาภาพเต่าน่ารักๆ ถ่าย โชคดีที่มีเต่า แต่ถ่ายออกมาแล้วพยายามแต่งภาพอยู่นาน หลายภาพ หลายแบบ ปรากฏว่ายังไม่เป็นที่ถูกใจ ปรากฏว่า iOS5 Beta 7 ที่เพิ่งอัพเกรดมา ค้างบ่อยมากๆ ผมเลยนอนลงบนเสื่อและรอเปิดเครื่องใหม่ พอเปิดเครื่องพยายามเปิด Camera+ เพื่อถ่ายภาพ เครื่องก็ค้างๆ งงๆ มีจังหวะที่หน้ากล้องมันส่องไปที่ทิศทางที่เห็นภาพนี้พอดี จึงถ่ายเก็บไว้ แล้วลอง Process ดู ผ่านกระบวนการประมาณ 7-8 ขั้นตอน ได้ภาพอย่างที่ต้องการแล้วก็โพสต์ลง Instagram เหมือนทุกวัน (ปกติจะโพสต์ในเวลาประมาณ 6 โมงเย็น เวลาไทยในทุกวันครับ เพราะคิดว่ามันคือเวลาที่ประณีประนอมระหว่างคนไทย คนอเมริกาบางไทม์โซน และคนญี่ปุ่น)