Nik is the Red German Journalist.

นิก นอสติทซ์ เป็นนักข่าว-ช่างภาพชาวเยอรมันที่อาศัยอยู่เมืองไทย

สัมภาษณ์ฉบับเต็มอ่านได้ที่ Matichon

ผมยก Qoute ที่โดนใจมาบางส่วนที่นี่

ที่เสื้อเหลืองพูด ก็เป็นสิ่งที่น่ารับฟัง เรื่องการตรวจสอบนักการเมือง แต่การที่มาเรียกร้องเรื่อง มาตรา 7 การเสนอเรื่อง 70:30 นั้นไม่ใช่แล้ว การเรียกร้องแบบนี้เป็นสิ่งที่ถอยหลัง คือต้องถามว่าคุณจะเอาประชาธิปไตยหรือศักดินา ขณะที่คุณเรียกร้องประชาธิปไตย แต่กลับเรียกร้องวิธีการที่ไม่ใช่ประชาธิปไตย

สำหรับสิ่งที่เสื้อแดงเรียกร้องเรื่องประชาธิปไตย โอกาสเท่าเทียม ทหารต้องออกจากการเมือง อันนี้เป็นเรื่องที่ถูกต้อง คือมันเป็นหลักสากลสำหรับประเทศที่มีการปกครองในระบอบประชาธิปไตย มันไม่มีหรอกประชาธิปไตยแบบไทยๆ หรือประชาธิปไตยแบบเยอรมนีๆ ผมว่าคนที่พูดแบบนี้คือพวกที่ขี้เกียจคิด ไม่ยอมศึกษาประวัติศาสตร์ประเทศที่เขาผ่านมาแล้ว

ทำไมถึงยอมไปเป็นพยานในคดีแท็กซี่ที่ถูกยิง?

ผมเห็น คือในประเทศของผม เวลาเราเห็นอะไร เป็นหน้าที่ของเรา เป็นหน้าที่มนุษย์ที่จะต้องไปเป็นพยาน ที่เยอรมนีไม่ออกมาเป็นพยานผิดกฎหมายด้วย ผมนึกถึงคนตายด้วย ผมไม่ได้ผลประโยชน์อะไรจากการที่เขาเจ็บเขาตาย แต่ถ้าผมเห็นแล้วผมปิดปาก ผมจะมองตัวเองในกระจกได้อย่างไร  ต้องนึกถึงครอบครัวเขา เขามีเมีย มีลูก ทุกคนก็อย่างรู้ สมมุติว่าเราโดนแบบนี้บ้าง คนที่เห็นไม่ออกมา แฟนเรา พ่อแม่เราจะคิดอย่างไร ไปเป็นพยานโดยไม่ได้คิดว่าเราเป็นนักข่าว หรือเป็นฝรั่ง แต่เพราะเราเป็นมนุษย์

อยู่ที่นี่ไม่มีเงิน หาไม่พอกิน (หัวเราะ) เพราะว่าเราไม่ได้ทำงานประจำ และอาชีพนักข่าว ช่างภาพอิสระ ทุกวันนี้เปลี่ยนไปมาก อีกเรื่องคือผมอยากให้ลูกโตในประเทศที่มีคุณภาพชีวิตดีกว่านี้

ความลำบากของฝ่ายค้านสิงคโปร์ (Opposition Singapore Democrat Party)

คัดมาจาก Tweet ของวันนี้ เลยดูเป็นส่วนๆ ไม่ต่อเนื่องกันครับ

============

ไม่คุยเรื่อง 112 สักวัน ขอพูดเรื่องการเมืองสิงคโปร์ดีกว่า

ปี 2009 ผู้นำพรรคฝ่ายค้าน (พรรคประชาธิปัตย์สิงคโปร์) ออกสมุดปกขาวโจมตีรัฐบาลว่าใช้การผูกขาดอำนาจหาผลประโยชน์ส่วนตน

บุคคลคนนี้ได้พยายามต่อสู้เพื่อแก้กฎหมายให้สิงคโปร์สามารถจัดการชุมนุมทางการเมืองได้โดยไม่ต้องขออนุญาตทางการ ทั้งยังสู้เพื่อให้มีการปราศัยการเมืองในที่สาธารณะได้

รัฐบาลสิงคโปร์ก็จัดเจ็มฟ้องเขาจนล้มละลาย จนเขาออกนอกประเทศก็ไม่ได้ เนื่องจากเป็นบุคคลล้มละลาย

ที่สิงคโปร์ไม่มี The great king of king ก็เลยไม่มี Lese Majeste ไว้จัดเต็มพวกนอกรีต แต่การฟ้องทางแพ่งจนล้มละลายก็โหดสัสไม่แพ้กัน

และในหลายๆ เหตุการณ์ที่เขาไปประท้วงรัฐบาลก็เป็นเหตุให้เขาถูกจับกุมและติดคุกมาตลอด ไม่นับเรื่องที่โดนไล่ออกจากการเป็นอาจารย์ที่ NUS (ม.แห่งชาติสิงคโปร์)

เขามีโอกาสเรียนสูงระดับ PhD เอาความรู้มารับใช้ Regime เพื่อให้ตัวเองร่ำรวยระดับหนึ่งก็คงทำได้สบาย แต่มันไม่ได้คิดแบบนั้นกันทุกคน – –"

พรรคประชาธิปัตย์สิงคโปร์ยังจ้างโรเบิร์ต อัมสเตอร์ดัมเป็นที่ปรึกษากฎหมายด้วย

ซึ่งไม่กี่วันก่อนนายอัมสเตอร์ดัม พยามยามจะเดินทางเข้าสิงคโปร์ แต่โดนห้ามเข้าส่งตัวกลับทันที

ดูเหมือนว่าพรรคประชาธิปัตย์แห่งสิงคโปร์ แม้จะชื่อเหมือนกันกับไทย แต่เหตุแห่งการก่อตั้งและวิธีการเล่นการเมืองต่างกันอย่างสิ้นเชิง

ส่วนสมุดปกขาวเล่มดังกล่าว อ่านได้ที่นี่ครับ i.phz.me/repression

ผมอ่านแบบผ่านๆ แล้วโครตขำ อัมสเตอร์ดัม เป็นทนายที่มีลูกค้าเป็นผู้เสียเปรียบในตำแหน่งทางการเมืองแทบทั้งนั้น

และสำหรับบางคน การมีงานดีๆ มีเงินระดับหนึ่งในประเทศที่มี infrastructure ดีเยี่ยมนั้น อาจไม่ควรค่าเท่ากับสิทธิเสรีภาพขั้นพื้นฐานที่มนุษย์ในศตวรรษที่ 21 พึงมี

Burma VJ (2008) การชุมนุมมือเปล่ากับความพยายามที่เกือบจะสูญเปล่า

ประวัติศาสตร์ของสังคมโลกถึงปัจจุบันคือประวัติศาสตร์การต่อสู้ทางชนชั้น - แถลงการณ์คอมมิวนิสต์, มาร์กซ-เองเกล

อาจช้าไปหน่อย แต่ผมเพิ่งมีโอกาสได้ดู Burma VJ เมื่อคืนนี้เอง โดยการเช่าดูจาก iTunes US Store ในราคา $4 USD ตอนแรกตั้งใจจะซื้อมาเก็บไว้ในราคา $10 แต่น่าเศร้าที่ระบบซื้อหนังของ Distrify เฉพาะเรื่องนี้นั้นอนุญาตให้ขายเฉพาะคนใน UK เท่านั้น ด้วยเหตุผลอันแสนงี่เง่าของธุรกิจขายหนัง สุดท้ายผมจึงตัดสินใจเช่าจนได้ เพื่อเป็นการทดลองระบบเช่าไปในตัวว่าเขาทำกันอย่างไร

Burma VJ นั้นประทับใจผมตั้งแต่ชื่อเรื่อง เพราะเคยเล่นพวก VJ ในฐานะ Video Jockey มาก่อน แต่ VJ ของหนังเรื่องนี้คือ Video Journalist เพราะภาพจากหนังเกือบทั้งหมดมาจากฟุตเทจที่บันทึกโดยทีมงานใจกล้าประมาณ 4–5 คน ทำงานเป็นเครือข่าย ซ่อนกล้องเอาไว้ในกระเป๋าเพื่อทำการถ่ายการชุมนุมครั้งใหญ่ที่นำโดยพระสงฆ์ในเดือนกันยายนปี 2007

ที่ต้องซ่อนกล้องไว้ในกระเป๋า เพราะที่นั่นทางการเห็นจะยึดไว้ทันที ไม่ให้มีการบันทึกความเคลื่อนไหวทางการเมืองใดๆ อันที่จริงการเคลื่อนไหวทางการเมืองครั้งสุดท้ายคือปี 1988 ซึ่งนำโดยนักศึกษา และนอกจากการปราบจะทำให้มีคนตายถึง 3000 คน (อ้างจากเนื้อหาในภาพยนตร์) แล้ว ยังส่งผลให้ทางการปิดมหาวิทยาลัย จึงมีนักศึกษาพม่าลี้ภัยมาเมืองไทยจำนวนหนึ่ง ที่แม้จะผ่านไปหลายสิบปีแล้ว เวลาข่าวอ้างถึงคนกลุ่มนี้ก็ยังเรียกพวกเขาว่านักศึกษาพม่าอยู่

เครือข่ายที่ส่งข่าวสาร หรือข้อมูลออกมาจากพม่านั้นชื่อ DVB - Democratic Voice of Burma พวกเขาส่วนหนึ่งก็เป็นนักศึกษาที่เคลื่อนไหวและรอดตายจากการปราบปรามในปี 1988 นับว่าเป็นการต่อสู้โดยอุทิศชีวิตส่วนหนึ่งเลยทีเดียว ในแง่นี้ทำให้นึกถึงหลายๆ คนที่รอดจากเหตุการณ์ 6 ตุลา 19 อย่างสมศักดิ์ เจียมฯ, เกษียร, ธงชัย ที่แม้จนถึงวันนี้ก็ยังแอคทีฟในแวดวงการเมือง แม้จะในฐานะนักวิชาการไม่ใช่นักเคลื่อนไหว บทบรรยายของ Burma VJ ได้อธิบายสั้นๆ ถึงเหตุการณ์ปี 88 ว่า “ความตายของพวกเขานั้นสูญเปล่า” (They die for nothing)

อันที่จริงเท่าที่ผมศึกษาเรื่องราวการต่อสู้ทางการเมืองด้วยการชุมนุมต่อต้านเผด็จการทหาร อัตราการชนะมันน้อยมาก และถ้าชนะในทันทีส่วนใหญ่ มักเกิดจากแรงช่วยจากภายนอกที่มีอิทธิพลสูง ไม่ได้เกิดจากการชุมนุมมือเปล่า ซึ่งเป็นเรื่องที่เข้าใจได้ทั้งหมด ระหว่างปืนกับมือเปล่า มันไม่มีทางสู้กันได้อยู่แล้ว ถ้าเจอกันตรงๆ มันก็มีแต่มือเปล่า (ก้อนหิน ขวด หรืออะไรที่หยิบฉวยได้) ที่มักจะเป็นฝ่ายแพ้มาโดยตลอด

การลุกฮือ (Uprising) ในพม่าปี 2007 นั้น จัดว่าน่าสนใจมาก อย่างแรกเลยคือพม่าเว้นว่างจากการพูดคุยทางการเมืองมาเกือบ 20 ปี ความน่ากลัวของการพูดคุยทางการเมืองเห็นได้ชัดในหนัง ตอนนี้มีคนนำกล้องวิดีโอไปสอบถามความเห็นของคนอื่นๆ บนรถเมล์ ไม่มีใครกล้าพูดหรือกล้าตอบ แม้จะแสดงทีท่าว่าอยากพูดมากแค่ไหนก็ตาม แต่พอเริ่มมีคนใจกล้ากลุ่มแรกๆ ที่กล้ายืนชูป้ายเรียกร้องทางการเมือง เช่นขอให้รัฐบาลลาออก ลดค่าน้ำมันเชื้อเพลิง ลดค่าครองชีพและปรับปรุงคุณภาพชีวิต มันก็ทำให้เริ่มมีคนกล้ามากขึ้นจนเกิดเป็นเครือข่ายขนาดใหญ่

มูลเหตุของเรื่องนี้ที่ถือเป็นชนวนสำคัญคือการขึ้นน้ำมันเชื้อเพลิงของรัฐบาลทหารถึง 66% ในวันเดียว ท่ามกลางความยากจนของพลเมือง ลูกสาวนายพลต่านฉ่วยแต่งงานด้วยแหวนเพชรหลายล้านดอลล่าร์สหรัฐ จนเป็นเหตุให้ประชาชนลุกฮือขึ้น และแม้แต่พระสงฆ์ที่ปกติเราจะเห็นว่าพวกเขาไม่ควรจะมายุ่งเกี่ยวกับการเมือง ก็ถือเป็นแกนนำการรุกฮือครั้งนี้ นี่คือมุมที่น่าสนใจที่สุดของเหตุการณ์ เพราะพม่าเป็นเมืองที่ศาสนาพุทธเป็นแกนหลักพึ่งพิงทางใจมาช้านาน ถ้าใครเคยไปพม่าจะพบว่าคนที่นั่นเสพติดศาสนามากกว่าคนไทยเสียอีก พระสงฆ์ในพม่ามีจำนวนประมาณ 400,000 องค์ พวกเขาลุกฮือขึ้นโดยยื่นคำขาดต่อนายพล ไม่งั้นจะเดินขบวนทั่วเมืองย่างกุ้ง มัณฑะเลย์ หัวเมืองสำคัญๆ ของพม่า คนที่ร่วมต่อต้านรัฐบาลมาช้านานเริ่มมีความหวังว่าครั้งนี้อาจเป็นครั้งสำคัญที่จะโค่นรัฐบาลทหารได้จริงๆ

แต่ความหวังกับความจริง มันก็ไม่เคยตรงกันเสียทีครับ เหตุการณ์นี้ถ้าเราไม่อคติเข้าข้างประชาชนพม่าเกินไปนัก ก็พอจะเดาได้ว่าพวกเขาจะเอาอะไรไปสู้กับกองทัพในประเทศที่ปิดแบบนี้ได้ เพราะในขณะที่กองทัพปราบปรามประชาชน รวมไปถึงพระสงฆ์ด้วยอาวุธหนัก รัฐบาลพม่าก็ออกข่าวทางทีวีว่า DVB ปล่อยคลิปที่ทำลวงเพื่อโจมตีรัฐบาลได้อย่างหน้าไม่อายมาก เหตุการณ์ที่ดูแย่ที่สุดคือการบุกไปทำร้ายและจับกุมพระสงฆ์ในตอนกลางคืน แม้วิดีโอจะบันทึกไว้ไม่ได้ แต่ภาพกองเลือดขนาดใหญ่หลายกองมันก็สุดจะจินตนาการว่าพวกเขาทำอะไรกับพระสงฆ์เหล่านั้น ถึงเลือดตกเพียงนั้น และพระในวัดนั้นก็โดนกวาดล้างจนหมดวัด จากการบุกไปสองครั้ง เพราะการบุกไปเล่นกับวัดที่เป็นแกนนำ มันก็น่าจะเป็นยุทธวิธีที่ได้ผลที่สุดของรัฐบาลทหารพม่า

งานนี้นอกจากพระสงฆ์และประชาชนโดนเก็บแล้ว นักข่าวญี่ปุ่น ก็เป็นเหยื่อกระสุนการเมืองรายแรกๆ เพราะถือกล้องอย่างโจ่งแจ้ง ขอไว้อาลัยมา ณ ที่นี้ด้วยครับ

การตาย ความเจ็บปวด และการถูกจองจำของคนเหล่านั้น แม้จะดูเสียหายมากเกินกว่าประชาธิปไตยเพียงเสี้ยวหนึ่งที่รัฐบาลทหารพม่ายอมเปิดทางให้ แต่มันก็เป็นก้าวเล็กๆ ที่เปิดความกินดีอยู่ดีให้ประชาชนพม่าเพิ่มขึ้นมาอีกนิด ผู้เขียนหวังไว้แต่เพียงว่าประชาธิปไตยที่พม่าจะเบ่งบานขึ้นโดยไม่ต้องเสียเลือดเนื้อกันอีก

เรื่องนี้คงเป็นคำถามที่ชัดเจนเพื่อไว้ตอบคนที่มีจิตใจเป็นทาสจำแลงว่า เราต้องการประชาธิปไตยเพื่ออะไร

รูป รส กลิ่น เสียง Digitizeได้แค่สองอย่าง?

แรกจำความได้ก็ค้นพบสิ่งที่เรียกว่าทีวี ที่จำรายละเอียดได้ลึก เพราะผมถามพ่อว่าเขากำลังทำอะไรกันในนั้น จึงได้รับคำตอบว่าเขากำลังเล่นฟุตบอลกันอยู่ คนรุ่นผมนั้นคุ้นเคยกับสิ่งนี้ บางคนแทบไม่ตั้งคำถามเสียด้วยซ้ำว่ามันทำงานอย่างไร รู้แต่ว่ามันทำได้ และมันเป็นสิ่งที่ควรต้องทำได้ แต่ถ้าให้เราคิดย้อนกลับไปสัก 200 ปีที่แล้ว การนำภาพใดๆ มาผลิตซ้ำ (Reproduce) คงเป็นเรื่องเกินความคาดหมายของคนยุคนนั้นเหมือนกัน

ถึงวันนี้การ Reproduce รูป รส กลิ่น เสียง ได้ก็ถือเป็นเรื่องธรรมดา แต่สิ่งที่ยังไม่ธรรมดาคือคำถามที่ว่าทำไมเราจึงไม่สามารถทำ Digitize กลิ่นและรสได้ แต่ทำแบบเดียวกันกับภาพและเสียงได้?

ผมมีสมมติฐานเบื้องต้นอย่างง่าย นั่นคือเราจะรับรู้กลิ่นและรสได้จากการสัมผัสสิ่งนั้นโดยตรง แม้ว่าตัวกลิ่นเองจะสามารถทำได้จากไอระเหยหรือแก๊สของสิ่งนั้น การ Reproduce สิ่งที่จับต้องได้มันซับซ้อนกว่าการ Reproduce ภาพและเสียงเยอะมาก เพราะภาพใช้การเล่นกับแสงโดยผลิตวัตถุที่สร้างแสงได้เอง (LED) หรือวัตถุที่เปลี่ยนความเข้มข้นของการดูดซับแสง (eInk) ขณะที่เสียงนั้นผลิตโดยการสั่นอากาศให้เป็นคลื่น (ลำโพง-หูฟัง) แต่ทั้งกลิ่นและรสนั้นคือการเล่นกับอะตอม การสังเคราะห์อะตอมนั้นพอจะทำกันได้ แต่ไม่ใช่ทำผ่านอุปกรณ์อิเล็กโทรนิกส์เพื่อให้ทุกบ้านสร้างกลิ่นเหล่านั้นตามต้องการได้อย่างไม่ยากเย็นนัก

ผมยังไม่หมดหวัง เพราะหลายคนก็พยายามจะไปให้ถึงจุดนั้นอยู่ วันนี้เราอาจเห็นว่ามันเป็นเรื่องยากที่จะ Digitize กลิ่นและรส แต่คนในอีก 200 ปีข้างหน้าอาจพบว่ามันทำได้ง่ายๆ และต้องทำได้ก็ได้

นึกอะไรเล่นๆ เกี่ยวกับเรื่องนี้ ทำให้นึกถึงอีกเรื่องในชีวิตประจำวันที่เราอาจพบว่า คนเราตาฝาดหรือหูฝาดได้ (การหักเหแสงและเสียงผ่านตัวกลาง) แต่เรามักจะไม่ค่อยจมูกฝาดหรือลิ้นฝาด ยกเว้นแต่ว่ามันเป็นการเสื่อมถอยของระบบประสาทแล้วจริงๆ

“อ่าน” สี่แผ่นดิน ความประทับใจและการอ่านใจ

ลึกลงไปในแก่นของการอ่านนิยาย เราไม่ได้อ่านเรื่องราว แต่กำลังอ่านใจอ่านความคิดผู้ประพันธ์

นี่คงเป็นนวนิยายเรื่องแรกในรอบหลายปี นับจากเรื่องสุดท้ายที่อ่านคือ ประชาธิปไตยบนเส้นขนาน ที่มีความคล้ายกันในบางประการ[1] ผมยอมรับอย่างไม่อายว่า สี่แผ่นดิน เป็นนิยายที่อ่านสนุก โดยไม่ว่าเราจะเห็นสอดคล้องตาม แม่พลอย หรือไม่ก็ตาม เพราะมันเต็มไปด้วยเกร็ดเล็กเกร็ดน้อย ทางประวัติศาสตร์ รายละเอียดในวังที่ถือกันว่าทันสมัยที่สุดในยุคสมัยหนึ่งที่คนนอกจะต้องสนใจติดตามอยากรู้ เต็มไปด้วยอารมณ์ความรู้สึก ความขบขัน วิธีคิดผ่านยุคสมัย ฯลฯ ที่เป็นองค์ประกอบให้เรื่องนี้ แม้ไม่สมบูรณ์แบบอย่างที่ผมมองเห็น ทว่าประทับใจคนหลายรุ่นนับตั้งแต่ที่มันพิมพ์ออกมา นำไปทำละครโทรทัศน์ ละครเวทีอีกหลายครั้ง อีกนัยหนึ่ง เราอาจต้องบอกว่าเรื่องราวในสี่แผ่นดินนั้นสอดรับกับความคาดหวังของสังคมยุคปัจจุบันได้พอดิบพอดี นักอ่านนักคิดหลายท่านยังยอมรับว่าเป็นหนึ่งในนวนิยายระดับเหลาความคิด (Mind-Shaping) ของสังคมไทยในยุคสมัย 50 กว่าปีที่ผ่านมาได้เลยทีเดียวครับ

มีเกร็ดเล็กเกร็ดน้อยส่วนตัวที่อยากจะเล่าเกี่ยวกับการอ่านนิยายนี้ เนื่องจากเป็นการอ่านนิยายครั้งแรกที่ผมอ่านนิยายบน Kindle ด้วย ผมซื้อ Kindle มาเมื่อเมษายนปีที่แล้ว (2011/2554) เพื่อมาอ่านสิ่งที่ไม่ใช่เรื่องแต่ง (Non-Fiction) ตั้งแต่หนังสือไปจนถึงข่าวและบทความสั้นๆ มาจนเกือบปี ก็รู้สึกว่ามันมีประโยชน์ในแง่หนึ่ง แต่พึ่งจะมาหลงรัก Kindle ตอนที่ได้มีโอกาสอ่านนิยายนี่เอง มันอาจเป็นเพราะคนเราจะรู้สึกจับใจกับเรื่องราวมากกว่า ก็เหมือนกับการที่หลายๆ บ้านขาดโทรทัศน์ไม่ได้ ไม่ใช่เพราะกลัวจะขาดการรับรู้ข่าวสาร แต่เพราะละครที่จับใจจนติดใจ ไม่ดูไม่ได้

สี่แผ่นดิน

และยิ่งมาตระหนักว่าตัวผมก่อนนั้น ไม่เคยสนใจเขียนหรือแม้แต่อ่านนวนิยาย เพราะมีความสนใจเฉพาะด้าน แบบที่คนสมัยใหม่เรียกว่า Geek ไม่มีความสนใจความนึกคิด อารมณ์และเรื่องราวของคนอื่นๆ ทำให้ต่อไปนี้เพื่อปรับสมดุลย์ตัวเอง ก็คงจะต้องหานวนิยายดีๆ มาอ่านเป็นคู่ขนานระหว่าง Fiction / Non-Fiction เพื่อตอบสนองความสนใจตัวเองในด้านหนึ่ง และเพื่อให้ตัวเองยังมีอารมณ์แบบมนุษย์คนอื่นๆ ที่จะเห็นใจ ทุกข์ สุข เศร้า เหงา รัก ฯลฯ เพราะที่ผ่านมาแม้จะมีอารมณ์ขันบ้าง แต่ก็มีความรู้สึกคล้ายหุ่นยนต์ไร้จิตใจมากกว่าที่จะเป็นมนุษย์

แง่มุมที่น่าสนใจ

ผมใช้วิธีการอ่านไปและบันทึกส่วนที่สนใจเก็บไว้ พบเจอแง่มุมไหน จะนำมาลงรายละเอียดให้ดูกัน และต้องบอกก่อนว่ามันอาจ เป็นการทำลายอรรถรสของเนื้อหา ได้ หากยังไม่ได้อ่านหรือรู้เรื่องราวในสี่แผ่นดินมาก่อนครับ

เพคะ-มังคะ

พลอยเข้าวังครั้งแรกตอนประมาณ 10 ขวบ ถ้อยคำที่แม่เคยสอนให้พลอยลงหางเสียงว่า “เพคะ” กับเจ้านายก่อนหน้าจะเข้าวัง กลายเป็นคำว่า “มังคะ” ที่พลอยได้ยินแม่พูดครั้งแรกกับเจ้านายรวมไปถึงชาววังคนอื่นๆ และตลอดมา ในนิยายไม่ได้อธิบายว่าทำไมถ้อยคำมันจึงเพี้ยนไปแบบนั้น แต่ผมอ่านแล้วจับความได้ว่า น่าจะมาจากการกินหมากที่นิยมมากและเป็นเรื่องทั่วไปในยุคนั้น การเคี้ยวหมากไปพูดไป โดยเฉพาะคำว่า “เพคะ” การออกเสียงว่า “เพ” ได้นั้น ปากต้องอ้ามากกว่าปกติ เมื่อปากอ้ากว้าง ก็เป็นไปได้ว่าหมากจะหลุดออกมาจากปากได้ง่าย การเพี้ยนไปออกเสียงเลี่ยงว่า “มังคะ” จึงกลายเป็นสามัญ และใช้ตามกันมา แม้แต่เด็กๆ ที่ไม่ได้กินหมากอย่างพลอยหรือแม่ช้อยก็พูดตามผู้ใหญ่นั้นตอกย้ำเรื่องการทำตามผู้ใหญ่ได้ดี เจ้านายก็ไม่ได้ถือสาหาความกับการเพี้ยนหางเสียงแบบนี้ และที่สำคัญคำว่า “มังคะ” ยังเป็นการแยกชาววังแท้ ออกจากชาววังในลิเกที่เล่นกันตามชานเมืองได้ชัดดีอีกด้วย

และถ้าคุณผู้อ่านเกิดคำถามว่าทำไมต้องเป็น “มัง” ไม่ใช่คำอื่น ผมคงไม่มีสมมติฐานใดนอกเสียจากการเพี้ยนมาจาก “กระมังคะ” ที่แสดงอาการไม่แน่ใจของผู้พูด เนื่องจากเจ้านายระดับเจ้าชีวิตนั้น ให้เดชให้คุณผู้รับใช้ได้ทันที อำนาจที่เหนือกว่ามากอาจทำให้บ่าวไพร่เกิดความไม่แน่ใจได้ง่ายกว่าผู้ที่มีระดับชั้นทางสังคมเท่ากัน

คำโบราณที่เกิดมาเพิ่งเคยเจอ

มะเรื่อง: ถัดจากมะรืนไปอีกวัน ซึ่งผมไม่แน่ใจว่าคนสมัยนั้นจะเรียกขั้นกว่าของวานซืนว่า “วานเซี่อง” หรือเปล่า เทียด: พ่อแม่ของทวด คนรุ่นปัจจุบัน (ปี 2555) ที่แต่งงานกันตอนอายุ 30 ขึ้นไปโดยส่วนใหญ่ อย่าว่าแต่ทวดหรือเทียดเลยครับ ปู่ย่าตายาย ก็อาจอยู่ไม่ครบให้เห็นตอนหลานเกิด ไฮ้: เป็นคำอุทานของคนยุคสมัยของแม่พลอย ก็ไม่รู้ว่าทำไมจึงคิดว่าคำนี้เป็นคำอุทานที่ดูน่ารักดีนัก เล่นเพื่อน: รักร่วมเพศระหว่างเพื่อนหญิงต่อเพื่อนหญิงในวัง

เสด็จฯ ของพลอย

มีผู้พยายามวิเคราะห์มากมาย ว่าเสด็จฯ ของพลอยคือเจ้านายพระองค์ใด เป็นพระธิดาองค์หนึ่งของพระจอมเกล้า (King Mongkut) จริง แต่เนื่องจากผู้ประพันธ์ (ม.ร.ว คึกฤทธิ์ ปราโมช) เขียนเรื่องนี้ด้วยการเทียบเคียงเหตุการณ์จริง แต่ไม่ได้ตั้งใจจะให้เป็นความถูกต้องแม่นยำมากนัก เสด็จฯ จึงเป็นเพียงหนึ่งในตัวละครสมมติในเรื่องนี้ ผู้ประพันธ์ได้เล่าเรื่องหลังนิยายนี้ว่าการเข้าเฝ้าเสด็จฯ ครั้งแรกของตัวผู้ประพันธ์เอง เสด็จได้ตรัสถามชื่อของผู้ประพันธ์ผ่านการคุยกับเสาตึกบ้าง ตรัสกับแม่ของเขาด้วยการพูดกับกระโถนบ้าง อาจเพราะเจ้านายวันนั้นไม่สื่อสารกับบ่าวไพร่หรือคนที่ต่ำกว่าตรงๆ ต้องผ่านการพูดคุยกับสิ่งของแทน ซึ่งต่างกับรายละเอียดของเสด็จฯ ในสี่แผ่นดินที่ไม่มีการอธิบายในส่วนนี้ ทั้งที่สี่แผ่นดินนั้นคือการมองโลกรอบตัวผ่านตัวละครคือแม่พลอย การที่เสด็จฯ ไม่ได้มีพฤติกรรมแบบคนทั่วไป ต้องเป็นความรู้สึกที่สะดุดใจแม่พลอยบ้าง แต่ไม่มี ถ้าผู้ประพันธ์ไม่จงใจข้ามรายละเอียดเรื่องนี้ไปก็คงไม่มีเหตุผลด้านอื่น

เสด็จฯ ในนิยายนั้น มีแต่แสดงด้านพระคุณให้พลอยเห็น ไม่มีด้านพระเดช หรืออารมณ์อื่นๆ ที่เป็นเรื่องธรรมดาสามัญของมนุษย์ ทั้งยังชอบใช้คำพูดที่แสดงถึงอารมณ์ขบขัน จริงใจ เช่น “ดัดจริต” (พูดกับพลอยหรือคนอื่นๆ เกี่ยวกับการที่เสด็จฯ จะให้แต่งงานแต่พลอยบอกยังไม่พร้อม) “ถ้าชั้นไม่ปล่อยให้ไปก็ร้องห่มร้องไห้ ไปนินทาว่ากดขี่บ้างล่ะ” คำว่า “กดขี่” ถูกนำมาใช้บ่อยในเรื่องนี้ แต่นำมาใช้ในทางบวกทั้งหมด เช่นตอนที่พ่อของพลอยอยากให้แต่งงานแบบคลุมถุงชน แต่ถามความเห็นจากพลอยก่อน เพื่อไม่ได้ดูเป็นการกดขี่ แบบนี้เป็นต้น

เรื่องที่ประทับใจเกี่ยวกับเสด็จฯ ของผม คงเป็นเรื่องเกี่ยวกับความเมตตาของเสด็จที่มีต่อตัวพลอย ผู้อ่านอย่างผมยังคล้อยตามความรักความรู้สึกของพลอยที่มีต่อเสด็จได้ไม่ยากนัก

ยังมีคำพูดของเสด็จฯ ที่ผมจำได้คือตอนที่เสด็จฯ พูดถึงเจ้านายส่วนใหญ่ที่มีอายุสั้น และเมื่อตายลงไปแล้ว ตำหนักก็ถูกปิดร้าง (ไม่ขอให้ความเห็นเกี่ยวกับเรื่องนี้)

เกี่ยวกับเสด็จฯ ผู้ประพันธ์เรื่องนี้ยังใช้สำนวนในการเล่นคำให้ผู้อ่านประทับใจไม่รู้ลืมเช่นประโยคที่มีคนมาถามเสด็จว่า “เสด็จให้ดิฉันมาถามเสด็จ ว่าเสด็จจะเสด็จด้วยหรือเปล่า ถ้าเสด็จจะเสด็จ เสด็จจะเสด็จด้วย…” เป็นประโยคที่หลายคนจำขึ้นใจ และถูกยกมาพูดซ้ำอยู่บ่อยๆ นับว่าเป็นชั้นเชิงการวางคำเพื่อให้ผู้คนจดจำได้อย่างชาญฉลาด

แม่ช้อย

ช้อยพบกับพลอยครั้งแรกตอนที่พลอยอายุ 10 ขวบ ส่วนแม่ช้อยอาจแก่เดือนหรือปี แต่ไม่มากไปกว่าหลายปี ทำให้ทั้งสองสนิทกันได้ง่าย และด้วยการที่ต้องใช้ชีวิตร่วมกันตัวแทบจะติดกันจึงพัฒนาเป็นเพื่อนรักกัน และเป็นมิตรสหายตลอดชีวิตจวบจนถึงวาระสุดท้ายของแม่พลอย แม่ช้อยมีบุคลิกอันโดดเด่น ช่างพูดช่างเจรจาแม้กับการต่อล้อต่อเถียงกับเสด็จฯ ก็ดูเหมือนจะมีแม่ช้อยคนเดียวเท่านั้นในตำหนักที่กล้า ตัวอย่างของเรื่องนี้คือตอนที่แม่ช้อยขอจักรยานกับเสด็จฯ เพื่อให้แม่พลอย แต่การขอนั้นเป็นไปด้วยคารมอันชาญฉลาด ที่ผมไม่เห็นจากตัวละครไหนในเรื่องนี้

และไม่ใช่เพียงคารมวาจาเท่านั้น แม่ช้อยยังมีความประพฤติที่กล้าหาญและเสรีกว่าแม่พลอยตัวเอกของเรื่องเสียอีก ตัวอย่างเช่นการชอบออกไปเที่ยวเตร่ไกลๆ เกินกว่าที่คุณอาสายอนุญาต การคบค้าสมาคมกับกลุ่มคนต่างๆ ในวัง ไปจนถึงเรื่ิองที่ผมประทับใจเป็นที่สุด คือฉากที่ช้อยแอบเห็นท่ากระโดดน้ำและว่ายน้ำจากหนังสือฝรั่งของเสด็จฯ และชวนแม่พลอยไปแอบฝึกอยู่เงียบๆ ตอนกลางคืน (แม่พลอยทำหน้าที่เป็นผู้ชม)

บุคลิกและลักษณะเช่นนี้ เป็นแนวทางแบบที่ผมประทับใจจริงๆ แม้ว่าทุกวันนี้เราจะเห็นสาวสมัยใหม่กล้าหาญและเสรีกว่าแม่ช้อยในทางปฏิบัติ แต่เมื่อพิจารณาจากบริบททางยุคสมัย สิ่งแวดล้อม และตัวละครอื่นๆ แล้ว หากผมย้อนเวลากลับไปยุคสมัยนั้นได้ จะไปสู่ขอแม่ช้อยมาออกเรือนด้วยกัน เพื่อไม่ให้แม่ช้อยต้องทนอยู่กับสิ่งแวดล้อมในวังที่นับวันจะถดถอยลงเรื่อยๆ (จากเนื้อเรื่อง) จนกลายมาเป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่คึกคักในวันนีิ้ เพราะชีวิตในบั้นปลายแม่ช้อยนั้นน่าสงสารในแง่หนึ่ง เพราะพอสิ้นเสด็จฯ และคุณอาสายแล้ว แม่ช้อยยังคงใช้ชีวิตต่อในวังที่เริ่มร้างผู้คน ทั้งยังต้องเลี้ยงตัวด้วยทักษะชาววังในการประดิษฐ์ประดอยสิ่งต่างๆ ออกมาจำหน่าย

อีกนัยหนึ่งผู้ประพันธ์ (คึกฤทธิ์) อาจต้องการให้ภาพบางอย่างว่าสาวชาววังนั้น ไม่ได้มีชีวิตหรูหราฟุ้งเฟ้อเสมอไปก็เป็นได้ ความฉลาดของแม่ช้อยยังถูกแสดงออกมาผ่านคำทำนายที่แม่ช้อยในวัยรุ่นพูดกับแม่พลอยว่า ”วังที่เราอยู่ ที่เราเห็นว่ามันคึกคัก ในวันนึงทุกอย่างอาจเปลี่ยนแปลงไปไม่เหมือมเดิม” แต่ก็แน่นอนว่าเป็นการมองย้อนจากเรื่องจริงที่เกิดขึ้นไปแล้ว กระนั้นความฉลาดของแม่ช้อยที่จงใจสร้างโดยผู้ประพันธ์ ก็ประทับใจผู้อ่านอย่างผมอยู่ดี

แม่พลอย

อาจไม่ต้องอธิบายความมากนัก เพราะความสำคัญของแม่พลอยนั้น มันคือระดับเดียวกับการที่เราเรียกชื่อ “แม่พลอย” แทนชื่อนิยายสี่แผ่นดินนี้ก็ยังได้ (Synonym) แม่พลอยเป็นตัวเอกหลักของเรื่อง (Protagonist) แต่ลึกกว่านั้นคือการมองโลกผ่านจิตใจของแม่พลอย เมื่อสิ้นแม่พลอย สี่แผ่นดินก็จบตามไปด้วย และยิ่งถ้าเรามองลึกไปกว่านั้นอีกนิด มันก็คือ “สาร” เดียวกับที่ผู้ประพันธ์ต้องการสื่อไปยังผู้อ่าน ผู้ประพันธ์ใช้แม่พลอยเป็นทางผ่านสาร (Passage หรือ Carrier) นำความนึกคิดแบบแม่พลอยให้จับใจคนจำนวนมากทั้งโดยรู้ตัวและไม่รู้ตัว

และเมื่อเป็นเช่นนั้น การสร้างบุคลิกแบบแม่พลอยจึงทำได้ไม่ยากนัก แม่พลอยเปรียบเหมือนดังผ้าขาวไม่มีพิษมีภัยกับใคร ทั้งยังใจบุญดุจดั่งพระโพธิสัตว์ สามารถให้อภัยศัตรูที่อาฆาตแม่พลอยมาอย่างยาวนานอย่างคุณอุ่น หรือแม้แต่จะรับเด็กที่ไม่ได้เกิดแต่ตนเองมาเลี้ยงดูเป็นลูกได้คนหนึ่งโดยบริสุทธิ์ใจอย่างตาอ้น

แม่พลอยต่างกับพระโพธิสัตว์เพียงแค่การ “ยึดติด” ที่ยังไม่สามารถปล่อยวางห่วงบางอย่างเช่นลูกๆ ของตนได้ ซึ่งก็เป็นเรื่องเข้าใจได้ในหัวอกของผู้หญิง (ความเก่งกาจของคึกฤทธิ์คือการเล่าเรื่องราวผ่านโลกของผู้หญิงที่แม้แต่ผู้หญิงด้วยกันยังอินไปด้วยอย่างลึกซึ้ง-ทมยันตี) ในขณะที่ค่านิยมหลักของแม่พลอยอย่างความจงรักภักดีต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ ไปจนถึงน้ำใจต่างๆ ที่แม่พลอยแสดงออกมาตลอดทั้งเรื่องนั้น คือการสร้าง “ค่านิยม” ที่พ่วงความสวยความดีเข้ากับความจงรักภักดีได้อย่างแนบเนียน ทั้งที่ความจริงเราอาจบอกได้ว่าทั้งสามอย่างนี้ไม่เกี่ยวกันเลยก็ได้ คึกฤทธิ์ได้สร้างตัวละครระดับ Bulletproof ให้แม่พลอยเป็นตัวละครที่มีคนรักแบบ 100% แม้แต่ผมที่กำลังเขียนวิจารณ์แม่พลอยอยู่นี้ก็ไม่มีข้อยกเว้น

และถ้าเราพิจารณาความจงรักภักดี ไปจนถึงชีวิตส่วนอื่นๆ ของแม่พลอย เราจะพบว่าชีวิตของแม่พลอยนั้นแทบจะไม่มีจุดสะดุดใดๆ เลย (ไม่นับชีวิตของลูกๆ เพราะผลจากการกระทำของตัว) แม่พลอยแม้จะเป็นลูกของแม่แช่มเมียน้อยของคุณหลวง แต่ก็เป็นเมียที่คุณหลวงรักมาก และส่งผลมายังแม่พลอยด้วย การเข้ามาอยู่วังใกล้ชิดกับเสด็จฯ และการแต่งงานกับลูกเจ้าสัวมรดกมากมีที่กินผลประโยชน์อย่างเดียวโดยที่ตัวไปรับราชการได้ (คุณเปรมสามีแม่พลอย) ทำให้เราพอเห็นภาพว่าชีวิตที่แทบไม่มีจุดสะดุดใดๆ นั้น มีเบื้องหลังอยู่ที่เหตุผลทางเศรษฐกิจหนุนอยู่ในระดับที่ถ้าเป็นภาษาสมัยใหม่ก็คือ “พวก 1%” แต่แม่พลอยนั้นน่าจะต่ำกว่านั้นไปอีกในระดับ 1 ต่อหมื่นหรือแสน เราไม่เห็นแม่พลอยทำงานหรือสู้ชีวิตใดๆ แบบคุณเชยพี่สาวคนละแม่ และแม่ช้อยเพื่อนที่เติบโตมาด้วยกันในวัง แต่ต้องมาสู้ชีวิตในระบบเศรษฐกิจจริงเลย ซึ่งสองรายหลังนี้ไม่ทำให้สี่แผ่นดินดูเป็นนิยายไฮโซเกินไปนัก

ในขณะที่ตัวละครแบบแม่พลอยนั้น ในด้านหนึ่งคือความแบนราบและความคาดเดาได้ จึงไม่แปลกที่ผู้อ่านหลายกลุ่มที่คิดเยอะมากหน่อย จะพบว่าแม่พลอยไม่มีเสน่ห์อื่นใดยกเว้นความสวย ส่วนความดีในระดับนั้น เป็นเรื่องยากที่จะเข้าใจได้ท่ามกลางเงื่อนไขของชีวิตคนจริงๆ

คุณเปรม

หากคุณประทับใจสี่แผ่นดินจากในละครที่นำมาทำใหม่เรื่อยๆ คุณอาจเคืองผมที่คิดว่า คุณเปรม เป็นตัวละครที่แปลกประหลาดยิ่ง เนื่องจากเวอร์ชันละครนั้นอาจใช้นักแสดงที่ทำให้ตัวละครมีมิติ ในขณะที่ผู้ประพันธ์สร้างคุณเปรมให้เป็นเพียงจุด Counter Point ให้กับเรื่องราวที่มีเพียงตัวเอกเพียงตัวเดียวคือแม่พลอยเท่านั้น หากเราผู้อ่านพบว่าแม่พลอยเป็นตัวละครที่ราบเรียบไร้มิติแล้ว คุณเปรมนั้นเข้าขั้นประหลาดตามที่ผมจะแสดงดังต่อไปนี้ครับ แต่ก่อนจะเล่าถึงแง่นั้น ขอเท้าความกันเบื้องต้นสำหรับผู้ที่อาจลืมไปบ้างแล้ว

  • คุณเปรมเป็นลูกกำพร้าชาวจีนพ่อแม่เป็นเศรษฐีทิ้งมรดกไว้ให้ อาศัยอยู่โดยมีคุณอาผู้หญิงสองคนดูแลห่างๆ
  • เริ่มรับราชการเป็นมหาดเล็กในยุคสมัยของร.5 ขอพลอยแต่งงานในยุคปลายรัชสมัย
  • ตำแหน่งพุ่งขึ้นในระดับเจ้าพระยาในยุคสมัยร.6 เนื่องจากเป็นบุคคลใกล้ชิดพระองค์
  • เสียชีวิตในยุคร.7 จากอุบัติเหตุตกม้าหลังจากออกจากงานราชการเพราะเกิดปัญหาเศรษฐกิจครั้งใหญ่ หลังจากออกจากราชการแล้วก็หมดอาลัยตายอยากอยู่ที่บ้านเนื่องจากไม่มีอะไรทำ วันหนึ่งขี่ม้าออกจากบ้านด้วยความรวดเร็วเหมือนเคยจนเกิดโศกนาฏกรรมที่สำคัญครั้งหนึ่งในชีวิตแม่พลอยคือสูญเสียสามี

ความแปลกประหลาดของคุณเปรมที่โดดเด่นเริ่มต้นที่ตรงนี้ครับ ช่วงสงครามโลกครั้งที่ 1 คุณเปรมคึกคักมากเพราะยังหนุ่มแน่น อยากออกไปร่วมรบในฐานะผู้สนับสนุนประเทศเยอรมันที่ดูเหมือนว่ากำลังได้เปรียบในการรบ โดยที่สงครามนั้นไม่ได้เกี่ยวอะไรกับสยามเลย ครั้นต่อมาสยามประกาศสงครามเข้าร่วมฝ่ายสัมพันธมิตรสู้กับเยอรมัน คุณเปรมกลับลำมาเชียร์ฝ่ายสัมพันธมิตรโดยที่ลืมคำพูดที่เคยพูดสนับสนุนเยอรมันไว้อย่างหมดสิ้น คุณเปรมจะเล่าเหตุการณ์เหล่านี้ให้แม่พลอยฟังอย่างออกรสตั้งแต่ช่วงที่สนับสนุนเยอรมันมาจนถึงช่วงกลับลำเชียร์สัมพันธมิตรที่สยามประกาศเข้าร่วม การอธิบายบุคลิกกลับลำของคุณเปรมนั้น เป็นเหตุเป็นผลอยู่เรื่องเดียวในแง่ที่ว่าคุณเปรมเห็นแก่ชาติบ้านเมือง เมื่อประกาศสงครามแล้วคุณเปรมจำเป็นต้องเชียร์ฝ่ายเดียวกัน ซึ่งก็พอเข้าใจได้ โดยเฉพาะเราจะเห็นว่าในหลายๆ ตอนที่คุณเปรมจะ ”ติด” สิ่งที่ิเป็น ”พระราชนิยม” ที่กษัตริย์ทรงโปรดปรานเรื่องใด คุณเปรมจะโปรดปรานเรื่องนั้นทั้งหมด ตั้งแต่เรื่องของการแต่งตัวจัด การขี่ม้าโลดโผน การละคร ไปจนถึงการเล่น (สะสมและขัดเงา) ไม้เท้า ที่คุณเปรมในฐานะผู้ใกล้ชิด ร.6 รับเอามาทั้งหมด

เกี่ยวกับเรืื่องสงครามโลกครั้งที่ 1 ยังมีแง่มุมเล็กน้อยที่เป็นการต่อจิ๊กซอว์ชิ้นสุดท้ายต่อคำถามที่ว่าทำไมสยามจึงเข้าร่วมในสงครามที่เกิดขึ้นอันไกลโพ้นที่แบบเรียนประถมของผมไม่ได้อธิบายไว้ โดยที่สยามไม่ได้ขัดแย้งใดๆ กับคู่สงครามเลย ผมค้นพบว่าแม้คึกฤทธิ์จะไม่ได้เล่าออกมาตรงๆ แต่ก็เล่าบริบทของเหตุการณ์ผ่านทางตัวละครอย่างคุณเปรม ให้ผมสรุปอีกทีว่่า

สยามรอดูทีท่าว่าใครจะเพลี่ยงพล้ำ แล้วประกาศสงครามกับฝ่ายนั้น ไม่ใช่เพราะอยากอยู่ในฝ่ายที่ถูกต้อง แต่เพราะอยากตบทรัพย์ซึ่งในที่นี้คือเยอรมัน โดยคุณเปรมกลับมาเล่าให้แม่พลอยฟังว่าสยามประกาศสงครามต่อเยอรมันแล้ว ตอนนี้เริ่มยึดทรัพย์ห้างร้านต่างๆ ของเยอรมันในเมืองไทย

การส่งทหารไปเข้าร่วมสงครามที่ยุโรปไม่ทันการสู้รบเป็นตัวอย่างที่ชัดเจนว่่าสยามไม่ได้ต้องการเข้าร่วมสงครามจริงๆ แค่อยากตบทรัพย์ฝ่ายที่แพ้และได้หน้าในฐานะผู้ชนะสงคราม

กลับมาสู่เรื่องของคุณเปรมต่อครับ มันไม่ใช่มีเหตุการณ์การกลับขั้วทางความคิดอย่างรวดเร็วของคุณเปรมเท่านั้นที่ทำให้ผมตัดสินว่าคุณเปรมช่างประหลาด ทว่ายังมีเหตุการณ์อื่นๆ ที่ช่วยส่งความคิดนี้ให้ชัดยิ่งขึ้น ยกตัวอย่างเช่นคุณเปรมมีลูกชายที่เกิดกับพลอยสองคนคือตาอั๋นกับตาอ๊อด (อีกคนนึงคือตาอ้นที่เกิดกับสาวไม่ทราบชื่อก่อนหน้าพลอย) ซึ่งสุดท้ายแล้วทั้งคู่ถูกส่งไปเรียนต่อที่อังกฤษ (ตาอ้นเรียนทหารจึงไม่ถูกส่งไปด้วย โดยไม่นับว่าคุณเปรมไม่ค่อยได้แสดงความรักต่อตาอ้นมากเท่าไรในบทประพันธ์) ครั้นเมื่อส่งไปเรียนต่อที่เมืองอังกฤษแล้วทั้งอั๋นและอ๊อดต่างก็ส่งจดหมายกลับมาบ้าน โดยอั๋นจะเขียนไม่ยาวนัก แต่เน้นความคืบหน้าด้านการเรียน และความคิดที่อยากพัฒนาบ้านเมือง ขณะที่อ๊อดเขียนบรรยายพรรณนาถึงบ้านเมืองอังกฤษที่แตกต่างจากเมืองไทยอย่างไรบ้าง ชีวิตความเป็นอยู่ ตลอดจนการกินการอยู่ แน่นอนว่าในบทประพันธ์นี้เน้นไปที่จดหมายของอ๊อดมากกว่าอย่างชัดเจน โดยบรรยายว่าแม่พลอยเฝ้ารอจดหมายของอ๊อดเพราะอยากรู้รายละเอียดความเป็นอยู่ของลูก ขณะที่อั๋นไม่บรรยายแบบนั้น

คึกฤทธิ์พยายามสร้างความรู้สึกให้คุณเปรมเป็น Counter Point กับแม่พลอยอยู่สองอย่าง อย่างแรกคือการทำให้คุณเปรมชอบจดหมายของอั๋น แต่ไม่ชอบของอ๊อดโดยบอกว่าอ่านไม่รู้เรื่อง ซึ่งสำหรับผมในฐานะคนอ่านแล้ว แม้จะอ่านจดหมายของทั้งคู่เข้าใจ แต่คิดว่ามันเป็นไปไม่ได้ที่คุณเปรมจะอ่านจดหมายของอ๊อดไม่เข้าใจและจะไม่ชอบมัน ทั้งนี้เพราะการพรรณนาของอ๊อดมันเต็มไปด้วยอารมณ์ขบขันและรายละเอียดช่องว่างทางวัฒนธรรมที่คนที่สนใจเรื่องราวของต่างประเทศอย่างคุณเปรมจะต้องอยากรู้ และรู้สึกสนุกกับการอ่านไปพร้อมๆ กับผู้อ่านตัวจริงคือผู้อ่านนิยาย ทั้งนี้โดยไม่ต้องอธิบายว่าแม่พลอยนั้น Enjoy การอ่านจดหมายของตาอ๊อดมากแค่ไหน ทั้งที่ปกติแล้วแม่พลอยจะได้รู้เรื่องราวทางโลกภายนอกจากคุณเปรมมาโดยตลอด และโดยเฉพาะอย่างยิ่งคุณเปรมที่สนใจการละครตามพระราชนิยมย่อมต้องชอบที่ลูกหนึ่งคนสนใจการบ้านการเมือง ส่วนอีกคนมีแววว่าจะเป็นนักเขียนเจ้าสำนวนโวหารที่เอาดีทางด้านวรรณกรรมหรือไปทางด้านการละครได้

อย่างที่สองคือแม้ว่าคุณเปรมจะทำงานใกล้ชิด ร.6 และรักบ้านรักเมืองมาก แต่จดหมายของอั๋นที่มีเนื้อหามุ่งไปยังการเปลี่ยนแปลงบ้านเมือง ที่ผู้อ่านพอจะเห็นภาพว่านี่คือการปูทางสู่การเป็นสมาชิกคณะราษฏรของอั๋น กลับไม่ทำให้คุณเปรมรู้สึกเป็นห่วง ตรงกันข้าม กลับรู้สึกชอบใจความคิดความอ่านของลูกคนกลางคนนี้เสียอีก ซึ่งที่กล่าวมาทั้ง 3 จุดใหญ่ (สงครามโลก, จดหมายของอ๊อด, จดหมายของอั๋น) คือความขัดแย้งในตัวเองของคุณเปรมคนที่หากเป็นบุคคลในชีวิตจริงผมคงมีสมมติฐานได้เพียงว่า ในสันดานเป็นคนชอบกลนัก อย่างช่วยไม่ได้ แต่ คุณเปรมไม่ใช่บุคคลที่มีตัวตนจริง เขาเป็นเพียงแค่ตัวละคร ผมในฐานะผู้อ่านก็คงจะสรุปเป็นอื่นไกลไม่ได้ว่าคึกฤทธิ์สร้างคุณเปรมขึ้นมาโดยไม่ได้มีการวางอุปนิสัยหรือบุคลิกอย่างแข็งแรงไว้แต่แรก มันจึงขัดแย้งในตัวเองได้ถึงเพียงนี้ (จริงๆ คุณเปรมก็มีบุคลิกตามสุภาษิตไทยที่ว่า “นายว่าขี้ข้าพลอย” ซึ่งเป็นเพียงมิติเดียวที่ชัดเจนมาก) นั่นก็เพราะว่าคึกฤทธิ์ใช้คุณเปรมเป็นเพียงกระจกเงาที่สะท้อนความฟุ้งเฟ้อและพระราชนิยมในราชสำนักทางหนึ่ง โดยอีกทางหนึ่งคือการเป็น Counter Point ในนิยายเรื่องนี้ ยกตัวอย่างจุดสำคัญตามนี้

  • คุณเปรมปรากฏตัวว่าชอบพลอย ในช่วงที่พลอยอกหักจากพี่เนื่องพอดี เนื่องจากพี่เนื่องพลาดท่าไปมีเมียตอนออกหัวเมืองที่นครสวรรค์ (Counter Point ที่ 1 สร้างเรื่องให้ผู้อ่านพบความผิดหวังของพลอย)
  • คุณเปรมขอพลอยแต่งงาน พลอยจึงต้องออกจากวังมาอยู่บ้านคุณเปรมแทน (Counter Point ที่ 2 เปลี่ยนวิถีชีวิตของพลอย)
  • สนับสนุนตาอั๋นแต่ไม่ชอบใจตาอ๊อด และแม้ว่าพลอยนั้นจะรักลูกทุกคนแม้แต่ตาอ้นที่ไม่ใช่ลูกในไส้ แต่เราก็พอจะเดากันได้ว่าพลอยนั้นห่วงและเอ็นดูอ๊อดมากกว่าใคร (Counter Point ที่ 3 นี้เป็นจุดเปลี่ยนอย่างหนึ่งที่ทำให้เห็นว่าลูก 3 คนมีแนวทางต่างกันชัดเจน)

การที่คุณเปรมไม่ได้ถูกวางแผนทางอุปนิสัยแต่แรกนั้นชัดเจนในนิยายทางหนึ่ง และอีกทางหนึ่งคือการที่คึกฤทธิ์ออกมายอมรับเองว่าเขาเขียนสี่แผ่นดินลงสยามรัฐเป็นตอนๆ โดยอ่านของตอนเดิมเพื่อเขียนตอนใหม่ทันที การไม่ได้วางแผนที่แข็งแรงมาแต่แรก แต่ต้องทำให้ตัวละครใดตัวหนึ่งมีจุด Counter Point ของเรื่องนี้ทำให้ตัวละครอย่างคุณเปรมมีจุดขัดแย้งในตัวเองจนผู้อ่านสังเกตได้ในที่สุด

เราอาจสังเกตได้อีกว่า หลังจากสิ้นรัชสมัยของ ร.6 แล้ว คึกฤทธิ์ก็ผูกเรื่องให้ตรงกับเหตุการณ์สำคัญในสมัยร.7 ได้อย่างทันท่วงที คือการถดถอยของเศรษฐกิจทั่วโลก (The Great Depression) ซึ่งส่งผลให้เจ้าพระยาอย่างคุณเปรมต้องออกจากราชการมาอยู่บ้าน และหมดอาลัยตายอยากจนสิ้นชีวิตในที่สุด ซึ่งถือเป็นจุด Couter Point สุดท้ายให้กับพลอย คือปล่อยให้พลอยต้องใช้ชีวิตอยู่ลำพังกับลูกและบริวาร สังเกตว่าคึกฤทธิ์คงเห็นว่า Function ของคุณเปรมในการเป็นเงาสะท้อนราชสำนัก ร.6 ได้สิ้นสุดลงแล้ว จึงออกแบบให้เสียชีวิตโดยอุบัติเหตุเพื่อให้เกิด Counter Point สุดท้ายให้กับพลอย

ที่กล่าวหาคุณเปรมอย่างสาดเสียเทเสียมาทั้งหมด (จริงๆ คุณเปรมไม่ได้ผิดอะไร การไม่ได้ออกแบบอุปนิสัยของตัวละครให้ชัดเจน และการวางพล็อตไว้อย่างหลวมๆ ของผู้ประพันธ์ต่างหากที่ผิด) ผมค้นพบว่าคุณเปรมก็มีจุดที่ผมชอบใจอยู่บ้าง ตัวอย่างเช่นจังหวะสำคัญที่คุณเปรมเข้าถึงพลอยในวัยหนุ่ม ในช่วงแรกนั้นคุณเปรมได้แต่แอบมองจนพลอยสังเกตได้และรู้สึกกลัวปนรำคาญจนต้องให้แม่ช้อยออกแรงด่าให้อับอายครั้งหนึ่ง ครั้นพอมีโอกาสได้ใกล้ชิดกับพลอยมากที่สุดที่บางปะอิน คุณเปรมกลับวางเฉยต่อพลอย ทว่าทำท่าทางเอาใจคุณสายผู้ปกครองของทั้งช้อยและพลอย ซึ่งเป็นจังหวะที่ทำให้พลอย (พูดในภาษาของวันนี้คือ) เสียเซล์ฟเอามากๆ เพราะคิดว่าคุณเปรมจะสนใจตัวแต่หาไม่ โมเมนต์นี้คือสิ่งที่ผมชอบมากที่สุดในตัวคุณเปรม ตัวละครที่ถูกสร้างขึ้นมาเพื่อเป็นตัวเปลี่ยนเรื่องเท่านั้นเอง

อ้น, อั๋น, และอ๊อด

แม้ว่าคุณเปรมจะมีบุคลิกไม่แข็งแรงนัก แต่ลูกสามคนนั้นกลับมีแนวทางของตนเองไว้อย่างจงใจผู้ประพันธ์ ตั้งแต่การวางตาอ้นให้เป็นทหาร เพื่อให้ต่อมาต้องมาต่อสู้กับอั๋นในสงครามโต้อภิวัฒน์ (กบฏบวรเดช) โดยให้ตาอ๊อดเป็นผู้สังเกตการณ์ แม้ว่าเราจะเห็นว่าอ๊อดนั้นแอบเอนเอียงไปทางกลุ่มอำนาจเก่าอยู่นิดๆ แต่ก็เป็นผู้เข้าใจเรื่องราวความขัดแย้งทางการเมืองนี้ดี เพื่อถ่ายทอดมุมมองเหล่านี้ให้แก่แม่พลอยอีกที (หลังจากสิ้นคุณเปรมไปแล้ว ก็มีตาอ๊อดคอยถ่ายทอดความเป็นไปของบ้านเมืองแทน เพราะแม่พลอยเป็นตัวละครที่ไม่ได้สนใจการเมืองการปกครอง)

เกี่ยวกับอั๋นกับอ๊อด ส.ศิวลักษณ์ให้ข้อสังเกตว่าถอดแบบมาจากสองพี่น้องปราโมช (อั๋นคือคุณเสนีย์ ส่วนอ๊อดคือคึกฤทธิ์ผู้แต่งนิยายเรื่องนี้เอง ความต่างในรายละเอียดคืออั๋นนั้นเรียนที่อังกฤษและต่อกฎหมายที่ฝรั่งเศส แต่เสนีย์ ปราโมชจบกฎหมายที่อังกฤษไม่ได้ไปต่อกฎหมายที่ฝรั่งเศส ส่วนตัวละครอ๊อดนั้นต่างกับคึกฤทธิ์ในแง่ที่เขารักสบาย รักแม่และไม่อยากทำงาน อยากอ้อนแม้ไปนานๆ ในขณะที่คึกฤทธิ์ตัวจริงนั้นมีการทำงานโดยตลอด แต่ถึงกระนั้น ตัวละครที่ผมชอบที่สุดในแง่ของสำนวนโวหารก็คืออ๊อดนั่นเอง เพราะคึกฤทธิ์ได้ถ่ายทอดความเป็นตัวเองในแง่นี้อย่างชัดเจนให้กับอ๊อด ตอนที่อ๊อดเขียนจดหมายจากเมืองอังกฤษหาแม่ ซึ่งมีรายละเอียดทางวัฒนธรรมทั้งสนุกและขบขันมาก แต่ในขณะเดียวกันอั๋นเป็นตัวแทนคณะราษฎรกลับถูกสร้างให้เป็นลูกที่อกตัญญูที่เป็นคุณค่าที่ชาวตะวันออกมอบให้อย่างสูงสุด (อิทธิพลของลัทธิขงจื้อ) ตาอั๋นสอบตกทั้งหมดในแง่นี้ เพราะตั้งแต่เริ่มไปเรียนก็พูดจาแปลกๆ เกี่ยวกับบ้านเมือง จนอ๊อดแอบมาบ่นทางจดหมายบ่อยๆ ไปจนถึงการแอบมีเมียฝรั่งโดยไม่ปรึกษาพ่อแม่ ที่นอกจากจะเป็นขบถต่อวัฒนธรรมอันดีงามแล้ว ยังอุปมาได้กับการที่คณะราษฎรนำประชาธิปไตยซึ่งเป็นค่านิยมแบบฝรั่งเข้ามาในบ้าน ในที่นี้ก็คือเมืองไทยอีก ยังไม่นับเรื่องที่ว่าคุณอั๋นได้ให้คำมั่นสัญญากับแม่พลอยเรื่องการไม่ก่อการกบฎต่อบ้านเมืองซึ่งก็ทำไม่ได้ หรือแค่เพียงรับปากเพื่อให้แม่พลอยสบายใจ หรือเป็นเพียงการเล่นคารมกับแม่พลอย เพราะพลอยให้อั๋นสัญญาว่าจะไม่คิดร้ายต่อบ้านเมือง ในขณะที่ในใจอั๋นนั้นอาจคิดว่าเขาทำเพื่อบ้านเมือง ซึ่งในที่สุดแล้ว มันก็ผิดคำสัญญาต่อแม่ของตัวเองอยู่ดีในมุมมองของผู้อ่าน

ได้ข่าวว่าสี่แผ่นดินเวอร์ชันละครเวทีของคุณบอย ถกลเกียรตินั้นสร้างให้คุณอั๋นเป็นตัวละครที่ร้ายกาจมากทีเดียว แต่ในขณะที่บทประพันธ์ต้นฉบับนั้น ไม่ทำร้ายจิตใจคนรักแม่พลอยระดับนั้น เนื่องจากคุณอั๋นยังพอมีด้านดีๆ บ้างเช่นรักแม่ รักพี่น้องและคอยดูแลกิจการผลประโยชน์ของครอบครัว โดยบทประพันธ์จะโบ้ยความชั่วร้ายกาจสุดๆ ไปให้คุณเสวี ที่เป็นตัวแทนคณะราษฎร เพื่อนของอั๋นที่เข้ามาดองกับแม่พลอยผ่านการแต่งงานกับลูกสาวคนสุดท้องที่ชื่อประไพ ความร้ายกาจของคุณเสวีนั้นนับว่าสุดๆ ในแง่ที่ตั้งใจแต่งงานกับครอบครัวเศรษฐีและขุนนางอย่างแม่พลอยเพื่อหวังปอกลอกในสมบัติ ไปจนถึงการกักตุนยาเพื่อมาขายให้แม่ยายตัวเองในช่วงสงครามโลกอย่างราคาแพงโดยไม่นับญาติหรือความเป็นแม่ยาย

คุณเสวีนั้นอาจเป็นตัวแทนคณะราษฎรใครสักคนที่คึกฤทธ์ไม่ชอบ ไม่ว่าจะเป็นปรีดีหรือจอมพลแปลกก็ตามก็เป็นความตั้งใจของผู้ประพันธ์ที่ให้ตัวละครไม่อาจเทียบเคียงได้กับผู้มีชีวิตจริง แต่สารที่ผู้ประพันธ์ได้ถ่ายทอดออกไปให้คนไทยจำนวนมากที่เกิดหลังปี 2498 นั้น ทำหน้าที่ได้ดีมากเลยทีเดียว ตั้งแต่การใส่ร้ายคณะราษฎรผ่านนิสัยแย่ๆ ของตัวละคร ไปจนถึงการอวยเชื้อพระวงศ์ด้วยกันผ่านตัวละครอย่างหม่อมน้อยที่เข้ามาจีบประไพแข่งกับคุณเสวี แต่พ่ายแพ้ไปเพราะประไพชอบคนที่เป็นผู้ใหญ่กว่าอย่างคุณเสวี ไม่ใช่หม่อมน้อยที่เด็ก ทว่าสุภาพนอบน้อมจนแม่พลอยเอ็นดูออกนอกหน้า โดยจงใจเล่นกลทางความคิดกับผู้อ่านให้รู้สึกเสียดายและเสียใจแทนแม่พลอยที่ลูกสาวเลือกคนผิดเห็นกงจักรเป็นดอกบัว หรือพูดอีกแบบให้เข้าใจง่าย เลือดเจ้าเลือดสีน้ำเงินนั้นย่อมดีกว่าสามัญชนมักใหญ่ใฝ่สูง ซึ่งถึงวันนี้ผมก็ไม่แน่ใจนักว่า Statement ข้างต้นนั้นมัน Valid เพียงใด (ขออนุญาตกระแดะใช้คำอังกฤษเพื่อความสะใจในอารมณ์)

จากนิยายสู่โลกจริง

ความผิดพลาดในคณะราษฎรที่ปรากฎอยู่ในประวัติศาสตร์นั้นอาจมีหลายอย่าง การที่ผู้ประพันธ์ตั้งใจสร้างสี่แผ่นดินขึ้นมาในปี 2498 นั้น ก็คงหวังที่จะแขวะศัตรูทางการเมืองแบบตอกตะปูปิดฝาโรง เพราะตอนนั้นจอมพลแปลกในฐานะผู้นำก็ร่อแร่เต็มที จนกระทั่งถูกรัฐประหารโดยมือขวาของตัวเองคือจอมพลสฤษธิ์ ธนรัตน์ในปีสองปีต่อมา ปิดฉากคณะราษฎร์คนสุดท้ายที่ทิ้งมรดกทางการเมืองไว้ให้ถึงวันนี้ คือการยกระดับกระบวนทรรศน์ของประชาชนไทย

แม้ว่าสารอันทรงพลังจากสี่แผ่นดินนั้นยังทำหน้าที่ของมันได้อย่างดีผ่านการผลิตซ้ำขยายผลมาจนวันนี้ นั่นก็คือครึ่งทศวรรษเข้าไปแล้ว ก็มีคำถามว่ากลุ่มผู้ที่อยู่ฝั่งตรงข้ามกับคุณค่าที่สี่แผ่นดินยกย่อง (คุณค่าสีน้ำเงิน) เช่นพวกที่มีความเห็นไปทางซ้าย สังคมนิยม เสรีนิยม ไปจนถึงผู้รักประชาธิปไตยจะเขียนนิยายระดับ mind shaping แบบสี่แผ่นดินได้หรือไม่?

นับเป็นเรื่องน่าแปลกอย่างหนึ่งที่เราพบว่า หากเราอ่านหนังสือ หรือดูหนังโดยเฉพาะจากต่างประเทศ หรือทำกิจกรรมใดๆ เหล่านั้นเกือบทั้งหมด เราต่างจะพบว่ามันเป็นคุณค่าแบบเสรีนิยมที่เป็นมรดกของมนุษยชาติไม่น้อยกว่า 2 ศตวรรษแล้วนับจากยุค Enlightenment ตัวอย่างง่ายๆ ที่ชัดเจนคือหนัง AV ที่แสดงความเสรีนิยมสุดๆ ในระดับที่การร่วมรักจริงๆ เป็นเพียงการแสดงที่ทำกับใครก็ได้

ดังนั้นผมพบว่าเราไม่จำเป็นต้องแต่งนิยายเพื่อโปรโมทแนวคิดแบบนั้น เพราะมันแทรกซึมอยู่ในชีวิตประจำวันโดยเฉพาะคนเมืองใหญ่มานานแล้ว แต่ถ้าถามว่าเราจะใช้วิธีเดียวกันกับสี่แผ่นดินในการใส่ร้ายคนกลุ่มหนึ่งและเชิดชูคนกลุ่มหนึ่ง นี่น่าจะเป็นเหตุผลสำคัญที่ทำให้ไม่มีใครแต่งนิยายแบบนี้เพราะมันเป็นวิธีการที่ต่ำทรามเกินไปนั่นเอง ไม่นับว่าจะมีกระบวนการทางกฎหมายเล่นงานในระดับกักขังหน่วงเหนี่ยวจิตวิญญาณจนกว่าเราจะยอมรับสารภาพ และแม้ว่าเราจะมี resource มากมายให้เราใช้ประพันธ์โดยที่ไม่จำเป็นต้องใส่ร้ายใครเลยก็ตาม แค่เอาเรื่องจริงที่เห็นอยู่ทุกเมื่อเชื่อวันมาใช้ก็พอ


1: ประชาธิปไตยบนเส้นขนานนั้นคล้ายสี่แผ่นดินในแง่ที่อิงเหตุการณ์จริงทางประวัติศาสตร์ แต่ในขณะที่ประชาธิปไตยฯ เน้นความถูกต้องของเหตุการณ์สูง สี่แผ่นดินจะหละหลวมกว่า ประชาธิปไตยฯ ยังไร้อารมณ์เพราะผู้ประพันธ์พยายาม Detached ตัวเองออกจากเรื่องราวและพยายามจะเป็นกลาง (ไม่จริง) แต่สี่แผ่นดินนั้นเต็มไปด้วยอารมณ์และเอียงข้างอย่างชัดเจน

เที่ยวสิงคโปร์เบื้องต้น (Singapore Quick Guide)

มีญาติมาขอคำแนะนำ เลยนั่งเขียนให้คร่าวๆ ครับ เพราะที่ไปเป็นเด็ก 4 คน ที่เหมือนเป็นน้องผมทั้งหมด เกือบทุกคนอายุยังวัยรุ่นกลางๆ กันอยู่เลย เลยขอลงมือเขียนอะไรบางอย่าง ที่หลายอย่างผมจ่ายภาษีความไม่รู้ไปก่อนแล้ว เพื่อให้พวกเขาไปกันได้อย่างสะดวกที่สุด ให้เป็นทริปที่ประทับใจกันครับ

 

การเตรียมตัว

  • ไม่ต้องมี Visa ใช้ Passport ไทยเข้าไปได้เลย
  • จองโรงแรมล่วงหน้าจากไทยก่อนไป เพื่อความสะดวก กรณีต้องการประหยัดสามารถนอน Hostel ได้ มีห้องสำหรับนอน 4 คน แนะนำที่ River City Inn หรือ Rucksack อยู่บนตึกเดียวกันนั่งรถไฟฟ้าไปมาสะดวกจากสถานี Clarke Quey ค่าใช้จ่ายตกคนละประมาณ 6-700 บาท กรณีนอนโรงแรม โรงแรมเล็กๆ ใจกลางเมืองค่าใช้จ่ายจะอยู่ที่ 2000 บาทขึ้นไปต่อสองคน จองได้ผ่าน agoda.com หรือเว็บที่ใช้บริการประจำ
  • ศึกษาเส้นทางรถไฟฟ้า ตำแหน่งของโรงแรมในแผนที่ และตำแหน่งของสถานที่ที่อยากไปก่อน รถไฟฟ้าจะมีอยู่ 3 สายหลัก ใช้สีแทนสายเช่นสายสีเขียว EW Line, สีแดง North-South Line, สีม่วง North-East Line ส่วนสายสีส้มเป็นสายย่อย วิ่งรอบสถานีหลักบางสถานีอีกที
  • บางครั้งอาจต้องขึ้นรถเมล์ วิธีขึ้นรถเมล์ที่ดีที่สุดคือดู google map บนมือถือ เพราะการดูที่ป้ายจะงงและดูยากมาก โดยเฉพาะเส้นที่มีรถเมล์ผ่านเยอะๆ
  • ถ้ามีบัตรเครดิตจะสะดวกมาก เพราะจ่ายเงินซื้อบัตรเข้างานต่างๆ ไปจนถึงของกินของใช้ได้ ทำให้ไม่ต้องแลกเงินไปเยอะ

เมื่อเดินทางไปถึง

  • กรณีตั้งใจจะแลกเงิน Singapore Dollar ที่โน่น แลกที่สนามบิน Changi ก็ให้อัตราที่ไม่แพงนัก ค่าอาหารต่อคนต่อมื้อจะอยู่ที่ 100-150 บาท $4-6 SGD และสามารถซื้อ Simcard ได้จากจุดแลกเงินเช่นของ UOB ราคาไม่ควรแพงกว่า $15 SGD เว้นแต่ต้องการใช้เกิน 5 วัน กรณีตั้งใจใช้ Data บนมือถือ ควรอ่านวิธีการเปิด Data Package แล้วทำเมื่อใส่ซิมทันที เพราะไม่งั้นซิมจะหมดเงินภายใน 1-2 ชั่วโมง
  • กรณีต้องเดินทางด้วยรถไฟฟ้าตลอดทริป การซื้อบัตรโดยสารเติมเงิน จะช่วยประหยัดเงินและเวลาได้มาก หาซื้อได้ที่สนามบินเช่น 7/11 ควรซื้อก่อนเดินลงไปขึ้นรถไฟฟ้าเพราะที่สถานีไม่มีขาย ราคาเริ่มต้นอยู่ที่ประมาณ $15 ใช้หมดแล้วเติมเงินได้จากตู้ขายตั๋วอัตโนมัติ

สถานที่น่าสนใจ

  • เกาะเซนโตซ่า (ใช้เวลา 1 วัน) เดินทางไปผ่านรถไฟฟ้าสายสีม่วงลงสถานี Harbour Front แล้วต่อรถไฟฟ้ารางเดี่ยว Monorail ที่ห้าง Vivocity อีกที หรือสามารถนั่งรถเมล์ไปตรงก็ได้ ที่นั้นจะมีรูปปั้นสิงโตยักษ์ Merion, Resort World, Universal Studio (สวนสนุก ต้องจองตั๋วจากเมืองไทย และใช้เวลาเที่ยวที่นี่วันเดียวหมด 1 วัน), ชายหาด (เมืองไทยสวยกว่าเยอะ แต่ก็ดูวิธีการตกแต่งสถานที่ของเขาได้) และมีกิจกรรมอื่นๆ เช่นกระเช้าลอยฟ้า โกคาร์ท ฯลฯ
  • Marina Bay (ใช้เวลา 1/2 วัน) ที่นั่นมี Singapor Flyer ชิงช้าสวรรค์ขนาดใหญ่ (เสียค่าขึ้นประมาณ $25-30 ต่อคน ซื้อบัตรด้านหน้าได้เลยไม่ต้องจอง) อาคารรูปหนามทุเรียน Esplanade ในนั้นมีโรงละคร มีการแสดงตลอด มีพิพิธภัณฑ์ขนาดเล็กน่าสนใจ สิงโตพ่นน้ำ Merion นักท่องเที่ยวมาถ่ายภาพตรงจุดนี้กันเยอะ Marina Bay Sands อาคารรูปเรือ ในนั้นมี Shopping Mall โรงหนัง พิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์ (เสียเงินเข้าชมทั้งหมด) เสียเงินขึ้นไปชมดาดฟ้าได้
  • Marina Barrage (ใช้เวลา 1/4 วัน) เป็นฝายกั้นน้ำ อยู่ใกล้ๆ Marina Bay Reservoir ทำเป็นสวนน่าชมมาก มีส่วนที่เป็นสนามหญ้าให้คนขึ้นไปนั่งเล่นชมวิว มองเห็นวิวทั่ว Marina Bay และมี Gallery อธิบายการทำงานของฝายกั้นน้ำ ไปจนถึงความสำคัญของน้ำ
  • Orchard Road (ใช้เวลา 1/4 วัน) ดูความสวยงามของตึกและ Shopping Center จุดที่น่าสนใจคือห้าง ION และ 303 แต่รอบบริเวณนั้นก็น่าเดินเล่นทั้งหมด สถานฑูตไทยก็อยู่บนถนนสายนี้
  • Botanic Garden (ใช้เวลา 1/4 วัน) อยู่เลย Orchard Road ไปทางตะวันตกนิดหน่อย เหมาะสำหรับคนที่ชอบธรรมชาติ เสียเงินเข้าไปดูพันธุ์กล้วยไม้และอื่นๆ
  • เที่ยวแนวสวนสัตว์ที่เด็กๆ น่าจะชอบ มี Singapore Zoo, Jurong Birdpark และ Night Safari กรณีวางแผนเที่ยวทั้งหมด สามารถจองบัตรผ่านเน็ตแบบควบ 3 ที่ จะทำให้ประหยัดเงินกว่าซื้อหน้างาน แต่ละที่ไม่ได้อยู่ติดกัน วางแผนไปเที่ยววันต่อวัน ยกเว้น Night Safari สามารถยกไปไว้เป็นโปรแกรมกลางคืนได้
  • สถานที่น่าสนใจอื่นๆ เช่น Singapore Art Museum อยู่กลางใจเมือง ย่าน Chinatown มีของกินและวัฒนธรรมจีน แต่คนไทยที่คุ้นเคยอาจไม่สนใจ ย่าน Little India ชุมชนคนอินเดียที่สิงคโปร์ หรือจะเดินเล่นที่ย่านริมแม่น้ำสิงคโปร์ เช่น Qlarke Quey หรือ Boat Quey ที่อยู่ใกล้ๆ กัน
  • กรณีชอบอ่านหนังสือ แนะนำ National Library of Singapore เพราะแค่เข้าไปเห็นสถานที่ก็ได้แรงบันดาลใจดีๆ กลับมาแล้ว ผมชอบไปใช้เวลาที่นั่นแบบหมดวัน

ปีนี้ยังไม่ได้วางโปรแกรมเลยว่าจะไปเมื่อไร เขียนเองแล้วอยากไปสิงคโปร์อีก

อันเนื่องมาจาก Little Buddha (1994) และ Urbanized (2011)

เป็นหนังสองเรื่องจากสี่เรื่องที่ได้ดูในเดือนนี้ อันที่จริงยังมีหนังไทยอย่างรองต๊ะแล่บแปร๊บ (1992) และ Gladiator (2000) ที่เคยดูตอนเด็กและมาดูซ้ำใหม่อีกครั้งด้วย

Little Buddha (1994) ภาพจาก Wikimedia Little Buddha (1994) ภาพจาก Wikimedia

ที่เลือก Little Buddha มาเพราะประทับใจในทีมผู้ผลิตและผู้กำกับที่ยกมาจากหนังเรื่อง The Last Emperor (1987) แต่การณ์กลับไม่เป็นไปตามคาดเอาไว้ จากการวิเคราะห์อย่างตื้นเขินของผู้เขียน พบว่ามันมีความเป็นไปได้มากที่ความสำเร็จของหนัง The Last Emperor ทำให้ทีมผู้สร้างอยากสร้างกำไรอันหอมหวานจากความ Exotic ของตะวันออกอีก โดยเลือกเอาศาสดาคนสำคัญคนหนึ่งที่มีอิทธิพลต่อคนจำนวนมากประมาณว่าเป็นอันดับสามของโลกมาใช้เป็นธีมเรื่อง

ไม่แน่ใจนักว่าก่อนปี 1994 เคยมีหนังเกี่ยวกับจีซัสหรือเปล่าแต่ภายหลังนั้นมี และถ้าถามว่าทำไมไม่ทำหนังเกี่ยวกับมูฮัมหมัดที่น่าจะมีอิทธิพลสูงกว่าสิทธัตถะ โคตม (ในแง่ของปริมาณสาวก) ก็น่าจะเป็นเหตุผลที่เราพอคาดเดากันได้จากวัยวุฒิที่ผ่านโลกมาระดับหนึ่ง

ตัวเรื่องเกี่ยวกับสิทธัตถะนั้น ลอกแบบมาจากนิทานที่เราได้ยินได้ฟังมาตั้งแต่เล็ก ก็แสดงว่าเนื้อเรื่องนั้นตรงกันหมด ไม่มีที่ใดแตกต่างจากที่ใด แต่จุดที่ทำให้รู้สึกแปลกๆ ไปบ้าง เพราะว่าในหนังนั้นสร้างเรื่องราวในสิ่งแวดล้อมแบบอินเดียคือออกแนวแขก ขณะที่ภาพที่ผู้เขียนจินตนาการถึงสิทธัตถะและพระพุทธเจ้า ไม่ได้มีภาพที่เป็นแขกแบบนั้น (แม้จะรู้ว่าเรื่องราวเกิดที่เนปาล-อินเดียก็ตาม) เรื่องนี้อาจเป็นความลำเอียงทางวัฒนธรรม (Cultural Bias) ทั่วๆ ไป เพราะผู้เขียนไม่เคยอยู่ในสิ่งแวดล้อมแบบที่แสดงในหนัง แต่ประเด็นที่น่าสนใจต่อผู้เขียนคือการที่นักแสดงนำอย่างคีอานู รีฟ ที่รับบทสิทธัตถะนั้น ผู้เขียนนึกถึงนาธาน โอมาน เพราะเหมือนกันมาก มีความเป็นไปได้อย่างว่าคุณนาธานได้ดูหนังเรื่องนี้ แล้วเกิดภาพบางอย่างว่าตัวเองจะได้เล่นหนังฮอลิวูดเรื่อง Prince of Napal ตามที่เขาสร้างเรื่องเอาไว้หลายปีก่อน

ดูเหมือนผู้สร้างหนังเรื่องนี้จะรู้ดีว่าหากทำหนังตามนิทานพระพุทธเจ้าทั้งหมด ก็อาจทำให้คนดูเบื่อ จึงสร้างเรื่องคู่ขนานเกี่ยวกับการกลับชาติมาเกิดของพระธิเบตที่ต้องลี้ภัยการเมืองไปอยู่ภูฏาน และไปตามหาร่างที่กลับมาเวียนว่ายตายเกิดที่อเมริกา (การผูกเรื่องแบบนี้ก็ชัดเจนว่าตลาดใหญ่เขาอยู่ที่ไหน) ผู้เขียนพบว่าเรื่องคู่ขนานนี้ทำหน้าที่ได้ดีมาก เพราะผู้เขียนดูส่วนที่เป็นนิทานพระพุทธเจ้าด้วยความเบื่อหน่าย โดยเฉพาะช่วงที่ออกไปค้นหาความจริงในชีวิต แต่ช่วงที่ยังเป็นเจ้าชายอยู่ทำได้น่าสนใจมาก เพราะผู้เขียนไม่เคย Visualize ภาพที่ชัดเจนของวังแบบอินเดียสมัยก่อน ว่าเป็นเช่นไร ฉากที่ Exotic มากคือฉากที่ผู้คนนอนหลับกันเกลื่อนกลาดพื้นวังทั้งในที่ร่มและกลางแจ้ง ซึ่งเอามาตรฐานสมัยนี้มาวัดคงเป็นอะไรที่ดิบเถื่อนเอามาก

แต่เหนือสิ่งอื่นใด ไฮไลท์ของเรื่องนี้สำหรับผู้เขียนคือตัวละครอย่างเด็กๆ 3 คน ที่เป็นเด็กฝรั่ง 1 แขก 2 ที่น่ารักเอามากๆ โดยเฉพาะตอนที่พวกเขาเล่นด้วยกัน และองค์ลามะที่เป็นตัวเดินเรื่องสำคัญ ผู้เขียนระลึกได้ว่าเขารับบทเป็นผู้คุมคุกในหนัง The Last Emperor ซึ่งเป็นบทที่โดดเด่นมากทางหนึ่ง ด้วยการแสดงที่เป๊ะ ภาษาอังกฤษระดับเป๊ะมาก ไปค้นประวัติดูจึงพบว่าเขาเรียนด้านภาษาที่ชิงหัว ผ่านชีวิตจริงช่วงที่จีนมีการปฏิวัติทางวัฒนธรรมซึ่งเป็นฉากสะเทือนใจเล็กๆ ในหนังเรื่องนั้นด้วย ปัจจุบันเสียชีวิตไปตั้งแต่ปี 2003 ขอไว้อาลัยมา ณ ที่นี่ด้วยครับ

ในอีกด้านที่ประทับใจมากเช่นกันคือฉากของประเทศภูฏานและเนปาล ซึ่งแน่นอนว่าในปี 1994 ก็ยังไม่มีอะไรเจริญ 2012 ก็ยังไม่แน่ใจนัก แต่มันมีความ Exotic ที่เชื้อชวนให้ผู้เขียนอยากไปสัมผัสประเทศเหล่านั้นในชีวิต (คาดว่าคงจะเร็วๆ นี้) มีทั้งความสวยงามของบ้านเมืองและการดำรงชีพที่ไม่ถูกกลืนกินโดย Globalization แต่ในวันนี้ก็น่าจะเปลี่ยนแปลงไประดับหนึ่ง เพราะเนปาลมีการเปลี่ยนแปลงการปกครองใหม่เป็นระบอบสาธารณรัฐ

ในความเห็นผู้เขียน หนังเรื่องนี้ดูได้เรื่อยๆ มีความผิดหวังเจือปนนิดหน่อย โดยเฉพาะส่วนที่เป็นเพลง ที่ยังเป็น Ryoichi Sakamoto คนเดิมจาก The Last Emperor ที่ไม่ได้ช่วยให้โปรเจกต์นี้โดดเด่นขึ้นมามากนัก คืออยู่ในระดับพอฟังได้ อาจเพราะแกนหลักของหนังคือเนื้อเรื่อง ถ้ามันจบเพลงก็กร่อย

====================== Urbanized (2011)

ทีนี้มายังหนังสารคดีอีกเรื่อง Urbanized (2011) ที่เกี่ยวกับการออกแบบจัดวางผังเมือง ผู้เขียนเป็นแฟนหนังสารคดีของ Gary Hustwit ผู้สร้างหนังเรื่องนี้ เพราะทั้ง 3 เรื่องที่เขาทำ มันเกี่ยวกับการออกแบบหมดเลย ตั้งแต่ Helvetica (2007) ไปจนถึง Objectified (2009) ซึ่งรูปแบบหนังสารคดี มันก็ไม่ค่อยมีอะไรให้ตื่นเต้น นอกจากเป็นข้อมูล (Informative) และแรงบันดาลใจ (Inspiration) อย่างไรก็ดี Urbanized กลับมีอารมณ์ดราม่าเล็กๆ ในเหตุการณ์ต่อต้านโครงการ Stuttgart 21 ที่เยอรมันนีดังจะเล่าในย่อหน้าล่างๆ ครับ

แม้ว่ากรุงเทพฯ จะเป็นเมืองที่เราสรุปได้ว่าแทบจะไม่มีการจัดวางผังเมือง หรือออกแบบเมืองให้คนอยู่ได้โดยมีคุณภาพชีวิตที่ดีเลย ด้วยภาพที่ประจักษ์ชัดขนาดนั้น แต่โลกทัศน์ของผู้เขียนก็พอรู้ว่าในอีกหลายๆ ที่นั้นไม่เหมือนกรุงเทพ Urbanized เป็นหนังที่เดินเรื่องผ่านเมืองต่างๆ ทั่วโลก ตั้งแต่มุมไบ จนถึงเซี่ยงไฮ้ จนถึงริโอ เดอจานีโร หนังไม่ได้ฉายภาพเมืองสวยๆ ที่วางผังมาอย่างดีอยู่ตลอดเวลา ตรงกันข้ามกับไปสัมภาษณ์กลุ่มคนที่มีส่วนในการสร้าง Impact บางอย่างจากสิ่งที่ต้องการการแก้ปัญหาก่อนหน้า เช่นการแก้ปัญหาบ้านแพงคนจนอยู่สลัมในชิลี ด้วยโครงการบ้านเอื้ออาทร (เรียกแบบไทยเพื่อความเข้าใจง่าย) พวกเขามีปัญหาอะไร และวิธีคิดในการแก้ปัญหานั้นด้วยอะไร เช่นแม้จะเป็นบ้านเอื้ออาทร แต่พวกเขาก็อยากให้ทุกบ้านมีอ่างอาบน้ำ และยอมไม่มีเครื่องทำน้ำอุ่น เพราะพวกเขาไม่มีเงินจ่ายค่าแก๊ซ (ตรงนี้ผมไม่แน่ใจนักระหว่างค่าน้ำสำหรับเติมอ่างให้เต็ม กับค่าแก๊ซสำหรับทำน้ำอุ่นอย่างไหนแพงกว่ากัน หรืออาจเป็นเรื่องความอยากมีอ่างอาบน้ำในบ้าน เพื่อให้ชีวิตเติมเต็ม) ไปจนถึงการสร้างเลนจักรยานในโคเปนเฮเก้น การวางระบบเลนสำหรับรถบัสอย่างเดียวในชิลี (บ้านเรามีโครงการที่คล้ายกันคือ BRT) การสร้างเมืองของหน่วยงานรัฐโดยแยกออกมาจากเมืองหลวงเดิมอย่างบราซิเลีย (วิธีการนี้มาเลย์นำมาใช้สร้างเมืองพุทราจายาที่มีความสวยงามเหมาะสำหรับรองรับแขกบ้านแขกเมืองมากไม่แพ้กัน) ฯลฯ ตัวอย่างมีมากกว่านี้ยกมาเพียงส่วนหนึ่งเพื่อให้ผู้อ่านเห็นภาพว่าหนังเรื่องนี้มีเรื่องราวแบบไหน

หนังแบบนี้ ถ้าไม่ได้ชอบสารคดีจริงๆ คงดูยาก เพราะไม่ค่อยสนุกดังที่กล่าวมา ผู้เขียนใช้เวลาดูวันละเมือง ไปเรื่อยๆ ก็กินเวลากว่า 2 สัปดาห์ได้ แต่ Urbanized ก็มีจุดดราม่าเล็กๆ คือเหตุการณ์ต่อต้านโครงการ Stuttgart 21 ซึ่งเป็นโครงการระดับเมกะโปรเจกต์รถไฟความเร็วสูงที่จะตัดผ่านใต้เมืองสตุทการ์ท แต่การจะทำแบบนั้น จะต้องรื้ออาคารสถานที่เดิม ซึ่งเป็นอาคารเก่าแก่เช่นสถานีรถไฟของเมือง ไปจนถึงสวนสาธารณะที่มีต้นไม้ใหญ่ที่มีอายุมากกว่าสงครามโลกครั้งที่สองเสียอีก เพราะมีคนรุ่นเก่ามาเล่าว่าตอนหลังสงคราม แม้บ้านเมืองจะพังพินาจ แต่ชาวเมืองตัดสินใจไม่ล้มต้นไม้นี้เพื่อทำเป็นฟืนเอาไว้ใช้คลายหนาว และวันนี้มันก็ใหญ่มากจริงๆ ชาวเมืองมีการนำผ้าแพรมาผูกเพื่อต้องการสื่อสารอะไรบางอย่างด้วย (วิธีคิดแตกต่างจากบ้านเราในแง่ของการผูกต้นไม้)

แต่โครงการเมกะโปรเจกต์ที่ดูหอมหวานนี้ ไม่ใช่ทุกคนต้องการมัน อาจเพราะเมืองสตุทการ์ทเป็นเพียงเมืองผ่าน ไม่ได้ประโยชน์เต็มที่ ฤาเป็นเพราะพวกเขาอยากเก็บตึกเก่าๆ และต้นไม้ใหญ่มากกว่า ชาวเมืองสตุทการ์ทกว่า 5 หมื่นคนมาชุมนุมประท้วงทั้งที่โครงการนี้อนุมัติให้ผ่านโดยรัฐบาลไปแล้ว (ผู้เขียนไม่เข้าใจระบบการเมืองของเยอรมันเลย หนังพยายามจะอธิบายสั้นๆ ว่ามันมีการแบ่งการปกครองอย่างไร ซึ่งมีแต่คำเฉพาะที่ไม่คุ้นเคยเท่าไร จึงขอเรียกผู้มีอำนาจว่ารัฐบาลเพื่อความง่าย) วันสุดท้ายที่รถจะมาโค่นต้นไม้ใหญ่ ผู้คนเรือนหมื่น มานั่งกองรวมๆ กันในสวนสาธารณะแห่งนั้นเพื่อปกป้องต้นไม้ มีวิธีการประท้วงที่น่ารักมาก (เหมือนเชียร์บอล) เช่นตะโกนโดยพร้อมเพรียงกันอย่างเป็นจังหวะสนุกสนานว่า “พวกเรามาอย่างสงบ แล้วพวกคุณมาทำอะไร?” พวกเขาตะโกนถามตำรวจที่มากันแทบจะหมดโรงพักพร้อมด้วยโล่ กระบอง สเปรย์พริกไทย จัดเต็มยศ อารมณ์นี้บอกตามตรงว่าผู้เขียนนึกถึงเหตุการณ์ที่ราชดำเนินอย่างช่วยไม่ได้ ต่างกันที่เป็นทหารไทยไม่ใช่ตำรวจและขนอาวุธสงครามไม่ใช่กระบองและโล่

งานนี้ใครชนะ คงพอเดากันได้ เพราะอีกฝ่ายมาด้วยใจและมือเปล่า แต่ฉากที่ผู้เขียนมีอารมณ์ร่วมไปด้วยคือฉากที่ต้นไม้ใหญ่ถูกล้ม และเด็กผู้หญิงที่อายุจะไม่ทันไร้เดียงสาใดๆ ร้องไห้หลั่งน้ำตาให้มันราวกับว่าต้นไม้ใหญ่นั้นคือชีวิตคนสำคัญของครอบครัว

เรื่องนี้คงอธิบายง่ายๆ ว่าเป็นวิธีทางของประชาธิปไตย เมื่อมีคนกลุ่มหนึ่งไม่อยากได้รถไฟความเร็วสูง หากแต่เป็นต้นไม้ต้นเดิมให้มันอยู่ที่เดิมตรงนั้น ขณะที่รัฐบาลที่คนส่วนใหญ่เลือกมาอนุมัติโครงการนี้ผ่าน และการณ์กลับกลายเป็นว่าหลังจากปราบม็อบสำเร็จแล้ว พรรคที่ใช้อำนาจนี้ กลับพ่ายแพ้ให้กับพรรคเขียว (Green) ในรอบหลายสิบปีเลยทีเดียว

ประชาธิปไตยยังพอมีที่ทางของมัน อย่างน้อยมันก็ยังช่วยให้ผู้มีอำนาจไม่สามารถทำอะไรได้ตามใจได้ทุกอย่างนัก (อย่างน้อยก็ไม่ตลอดเวลา) การที่เมืองจะมีทิศทางเป็นอย่างไรนั้น ไม่ใช่ว่ามันเป็นเรื่องของเมือง หากแต่มันส่งผลต่อวิธีการใช้ชีวิตของเราเลยทีเดียว อย่างเช่นเราอยากจะขี่จักรยานในเลนเฉพาะแล้วมีรถยนต์มาจอดเพื่อกันเลนให้เราขี่ได้อย่างปลอดภัยหรือไม่ เราอยากเดินเล่นอย่างสบายอารมร์บนฟุตบาทขนาดใหญ่ เพื่อให้มีคนมาทำกิจกรรมอื่นๆ ในนั้น ไม่ใช่ร้านค้าเต็มฟุตบาทหรือไม่ ว่าแต่ประเทศไทยเป็นประชาธิปไตยจริงๆ หรือยังน่ะ? คำตอบนั้นลอยในสายลม…

แก้ปัญหา ERROR: The product distribution file could not be verified บน Mac App Store

ทรมานกับปัญหานี้มาพักใหญ่ครับ นี่คืออีกหนึ่งสิ่งที่ Mac ไม่ได้ใช้ง่ายหรือลื่นไหลเท่าไร เพียงแต่เทียบกันแล้ว Windows ตอนนี้ยังไม่มี App Store ของตัวเองเลย

ปัญหานี้เคยถามทีมงานของ iTunes รับเรื่องไปแล้ว สัปดาห์ต่อมาส่งข้อความมาว่าขอดูปัญหานี้ต่อ แล้วหายไปเลย

พื้นฐานของปัญหานี้คือเราจะซื้อ App บางตัวไม่ได้ มันจะขึ้น Error อย่างนี้ขึ้นมา ซึ่งก็น่าหงุดหงิดจริงๆ ครับ

ผมพยายามแก้ด้วยการลบไฟล์ Preferences ต่างๆ ของ App Store ซึ่งมันไม่ได้ผล ซึ่งการแก้ปัญหาที่ได้ผลคือทำคล้ายๆ กันครับ

  • ปิด Mac App Store
  • เปิด Finder แล้วกด Shift+Command+G (คำสั่ง Go to folder)
  • พิมพ์ /var/folder/
  • ลบทุกอย่างที่อยู่ในนั้น (เป็นโฟลเดอร์ทั้งหมด)
  • เปิด Mac App Store ใหม่

บางทีหน้าตา MAS อาจจะเอ๋อๆ หน่อย แต่เราจะสามารถโหลดแอพที่เราต้องการได้แล้ว

รองต๊ะแล่บแปร๊บ (2535) ในมุมมองของผมปี 2555

Magic Shoe

ภาพยนตร์วัยเด็กในดวงใจ สมัยนั้นผมได้มีโอกาสดูหนังในโรงน้อยมาก เรื่องนี้เป็นหนึ่งในนั้น มีความประทับใจในหลายๆ ส่วนโดยเฉพาะเรื่องของเพลงและการเต้นรำ ต้องขอขอบคุณน้ากองมากๆ ที่พาผมไปดูวันนั้น ค่าดูหนังตอนนั้นถ้าจำไม่ผิด 15-20 บาทเท่านั้นในโรงต่างจังหวัด และรายได้รวมของหนังเรื่องนี้คือ 15 ล้านบาท ซึ่งถือว่าสูงมากในยุคนั้น เป็นหนังเรื่องแรกของคุณปรัชญา ปิ่นแก้ว ที่ต่อมาโด่งดังมากกับหนังเรื่ององค์บาก

พอดีวันนี้มีโอกาสได้ดูอีกที การดูวันนี้กับดูวันนั้น มันย่อมต่างกันมาก จึงอยากจะบันทึกอะไรบางอย่างเอาไว้ ใครอยากดูอีกดูเป็นตอนๆ 8 ตอนได้ที่ YouTube

ในความเห็น

  • หนังเรื่องนี้เป็นหนังสร้างขึ้นมาเพื่อโปรโมทไอดอล เพื่อสร้างกำไรต่ออีกหลังจากนั้น ก็คือคุณทัช ณ ตะกั่วทุ่ง และที่น่าสนใจอีกอย่างก็คือ To be Idol วงไฮแจ๊คนั่นเอง
  • หนังเรื่องนี้ทำให้เวลาต่อมาแกรมมี่ดันเจ เจตรินให้เป็นนักร้อง นักเต้น นักแร็พ ขึ้นมาแข่ง ส่วนอีกขั้วหนึ่งคือค่ายนิธิทัศน์ ก็มีติ๊ก ชีโร่ ซึ่งก็มีฐานแฟนเพลงของตัวเองอยู่จนถึงปัจจุบัน ก็แต่งเพลงเอง ร้องเพลง เต้นเองแบบนั้น
  • อ๋อ ลืมกล่าวไปว่าหนังเรื่องนี้ เกิดขึ้นก่อนที่ค่าย RS จะเป็นค่าย RS เต็มตัวเสียอีก
  • เมื่อเป็นหนังเพลง เพลงในหนังเรื่องนี้จึงโดดเด่นมาก (ในยุคนั้น)
  • เพลงสู้ หนึ่งในเครดิตผู้แต่งคือคุณเสือ ธนพล อินธฤทธิ์ ตัวเพลงนั้นเป็นจังหวะสนุก เป็นบีทจาก Roland Drum Machine ที่โด่งดังมากยุคนั้น นอกจากบีทแล้วมี Lead Synth แล้วก็มีกีตาร์ดิสทอร์ทชั่น ในเรื่องของโครงสร้างเพลง ไม่มีคุณค่าอะไร เพราะเป็นเพลงแนว Unison แทบจะไม่มี Harmony ทำให้เพลงนั้นไม่อยู่ข้ามเวลา แต่ถ้าถามว่าเพลงนี้เท่ไหม ก็ต้องบอกว่ามาก เพราะมันเป็นไอเดียเพลงทันสมัยมาก มีท่อน Rap และท่อน Break ซึ่งสมัยนั้นไม่ค่อยมี ไม่นับ Beat – Subbeat ในเพลง
  • เพลงอยากค้นความจริง เป็นเพลงที่ผู้เขียนฟังครั้งแรกแล้วรู้สึกว่ามันไพเราะจับใจ จวบจนถึงปัจจุบัน เพลงมีการใช้เครื่องดนตรีอย่างเชลโลมาเป็นเสียงประสาน แม้จะเป็นเพลงพ๊อพแต่ก็มีวิธีการวางเสียงประสานที่สวยงาม มีการจบเพลงด้วยคอร์ดนอกบันไดเสียงด้วยซึ่งหาได้ยากมากในสมัยนั้น
  • สรุปได้ว่ามีการตั้งใจทำเพลงให้หนังเรื่องนี้โดดเด่นจริงๆ ผู้เขียนยังคงจดจำรายได้ละเอียดได้ในปัจจุบัน
  • ในเพลงประกอบอื่นๆ เช่นเพลงเต้นรำจากต่างประเทศ เราจะเห็นว่ามันยังอยู่ในยุคที่ลิขสิทธิ์ไม่แข็งแรงมากๆ มีการนำเพลงฝรั่งดังๆ มาใช้ในหนัง รวมไปถึงการตัดบางตอนในหนังเจาะเวลาหาอดีตในใช้ในหนังด้วย ถ้าให้ดูบริบทของยุคสมัย ตอนนั้น RS ก็ยังหากินกับเพลงเถื่อนอยู่ การ์ตูนญี่ปุ่นก็เอามาแปลแบบเถื่อนเช่นกัน ดังนั้นมันก็พอเข้าใจได้ว่าทำไมพวกเขาจึงกล้าทำอย่างนั้นในหนังที่ฉายทั่วประเทศ
  • ท่าเต้นในเพลงในจังหวะที่พยายามจะให้มันพร้อมกัน ถ้านำไปเปิดคู่กับ MV เกาหลีของวันนี้ คงเทียบกันไม่ได้ แต่ในวันนั้นมันก็เท่จริงๆ ท่าเต้นมีส่วนที่ดึงมาจาก MC Hammer, MJ และอาจมีอีก แต่ผู้เขียนเองก็ไม่ได้ติดตาม MTV ในวันนั้น
  • มีฉากที่เราเห็นสนามราชมังคลาในวันที่ยังก่อสร้างอยู่
  • มีฉากที่ความทรงจำส่วนตัวอีกนิด เป็นหอประชุมของลาดกระบัง
  • มีฉากที่แสดงให้เห็นถึงการเติบโตของกรุงเทพ ผ่านเศรษฐกิจที่กำลังบูม ที่เริ่มต้นมาตั้งแต่ช่วงต้นยุค 80 และสะดุดตอนช่วงต้มยำกุ้งปี 97
  • การทำหนังเรื่องนี้มีบริบททางเวลาของมันอยู่นะครับ อย่างแรกคือ RS กำลังจะเคลื่อนเข้าสู่ยุคการปั้น idol เป็นธุรกิจอย่างจริงจังแล้ว ขณะที่องค์ความรู้ด้านการทำ MV ที่สะสมมาในช่วงยุค 80 ของไทย มันมีความพร้อมมากพอที่จะทำหนังแบบนี้ได้แล้ว จึงทำ
  • หนังเรื่องนี้ยังมีประเด็นทางศีลธรรมที่หลายคนมองข้ามไป คือนางเอกนั้นมีแฟนอยู่แล้ว แต่เธอชอบพระเอก และตอนจบพระเอกก็คบกับนางเอก (มองอีกมุมคือแย่งได้สำเร็จ) คำถามคือถ้าแฟนเก่าของนางเอก ไม่ได้มีภาพชั่วร้ายทว่าเป็นคนดีมีศีลธรรมเข้าวัดเข้าวา หรือนางเอกดูเป็นเด็กเสี่ย ดูแรงกว่านี้ ไม่ได้ดูเงียบอย่างในหนัง คนยังจะมองเห็นการแย่งความสัมพันธ์นี้ในแง่ศีลธรรมความถูกต้องนี้อย่างไร?
  • เรื่องสุดท้าย จากเครื่องแต่งกายในวันนั้นแล้ว แม้ว่าไม่ใช่เครื่องแต่งกายที่ฮิตกันในวันนั้น (idol ไทยจะแต่งตัวไม่เหมือนชาวบ้านและภูมิอากาศ) แต่ผมสามารถฟันธงได้อย่างนึงว่า กางเกงขาเดฟที่ใส่กันวันนี้ จะดูเชยๆ ในอีก 20 ปีข้างหน้าอย่างแน่นอน

Blah Blah Book เรื่องตลกของคนรักหนังสือ

Blah-Blah

ไม่รู้ว่ามันจริงเท็จแค่ไหน แต่มีหลาย Source ยืนยันว่า หากนัดสาวมาเจอที่บ้านครั้งแรก ให้วาง Journal อ่านยากๆ ไว้บนโต๊ะ เธอจะทำท่าเหมือนว่าอ่านมัน เพื่อเป็นการยกระดับสติปัญญาทางหนึ่ง (หรืออาจจะชอบอ่านจริง นั่นเป็นเรื่องที่ถกเถียงกันทีหลัง)

เคยดูหนังเกาหลี The Art of Seduction ที่ซอนเยจินขวัญใจผมแสดง มันมีฉากคล้ายกัน คือบ้านพระเอกจะมีชั้นหนังสือขนาดใหญ่ ที่แม้นางเอกจะร้ายกาจพอๆ กัน พอเห็นครั้งแรกแล้วถึงกับอึ้งไปไม่น้อย

The Art of Seduction

แต่หลังจากนั้น เธอจึงค้นพบว่า ภายในชั้นหนังสือขนาดยักษ์ที่ต้องใช้บันไดปืนขึ้นไปเหมือนห้องสมุดนั้น เป็นหนังสือกลวงๆ ที่ว่างเปล่า

มีฝรั่งสงสัยว่า Blah Blah Book ที่เห็นอยู่ในภาพนั้น มีไว้ทำไม ผมคิดว่า Application หนึ่งคือไว้หลอกคนแบบที่เล่ามาทั้งหมด

Blah-Blah Book

ดูจากคุณภาพการผลิตแล้ว คนรักหนังสืออย่างผมบอกได้เลยว่าซื้อไม่ลงจริงๆ และไม่เกี่ยวกับเนื้อหาของมันด้วยนะ ;D